1. เข้าใจถึงคุณค่าประโยชน์ของคาร์โบไฮเดรต
    2. เข้าใจถึงคุณค่าและประโยชน์ของโปรตีน

    3.เข้าใจถึงคุณค่าและประโยชน์ของไขมัน เกลือแร่ นํ้า




  1. อธิบายถึงคุณค่าประโยชน์ของคาร์โบไฮเดรตได้
  2. อธิบาย ถึงคุณค่าและประโยชน์ของโปรตีนได้

  3.อธิบายถึงคุณค่าและประโยชน์ของไขมัน เกลือแร่ นํ้าได้


อาหาร

         อาหาร (Food) หมายถึงสิ่งที่กินเข้าไปในร่างกายแล้วมีการย่อยสลายได้สารอาหารที่เป็นประโยชน
์ต่อร่างกาย มี 6 ชนิด ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน วิตามิน เกลือแร่และน้ำ

คาร์โบไฮเดรต (Carbohydrate)
ป็นสารอาหารที่ได้จาก การย่อยอาหารประเภท ข้าว แป้ง น้ำตาล เผือก มันแล้วได้น้ำตาล โดยเอนไซม์อะไมเลส (พบในเด็ก) หรือเอนไซม์ไทยาลิน
ที่อยู่ในปาก และเอนไซม์มอลเตสที่อยู่ในเซลบุผนัง ลำไส้เล็กแล้วได้น้ำตาล
ดังสมการ
น้ำตาล



แบ่งได้ 2 ชนิดใหญ่ ๆ                 
1.พวกที่เป็นน้ำตาล
                2.พวกที่ไม่ใช่น้ำตาล
1.พวกที่เป็นน้ำตาล เป็นสารอาหารที่ให้ความหวาน ละลายน้ำได้ แบ่งตามขนาดของโมเลกุลได้ 3 ชนิด ดังนี้
                1.1น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว (Monosaccharide) มีสูตรโมเลกุล C6 H12 O6 เป็นน้ำตาลที่มีขนาด
โมเลกุลเล็กที่สุด มี 3 ชนิด คือ
                    1.1.1กลูโคส (Glucose) เป็นน้ำตาลที่พบมากที่สุดในธรรมชาติได้จากอาหาร
                    1.1.2ฟรุคโตส (Fructose) เป็นน้ำตาลที่มีรสหวานมากที่สุด พบในผลไม้ และน้ำผึ้ง
                                1.1.3กาแลคโตส (Galactose) ไม่พบอิสระในธรรมชาติ แต่จะได้จากการสลายตัวของน้ำนม
                1.2น้ำตาลโมเลกุลคู่ (Disaccharide) มีสูตรโมเลกุล C12 H22 O11  เมื่อร่างกายรับเข้าไปแล้วไม่สามารถนำไปใช้ได้ทันที ต้องเปลี่ยนเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวก่อน เกิดจากการรวมตัวกันของน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว 2 โมเลกุล รวมกัน มี 3 ชนิด คือ
                                1.2.1ซูโครส (Sucrose) หรือน้ำตาลทราย ประโยชน์ใช้ทำลูกอม ใช้ในการถนอมอาหาร
เกิดจากการรวมตัวกันระหว่าง กลูโคส กับ ฟรุคโตส

                                1.2.2มอลโตส (Maltose) หรือน้ำตาลมอลต์ ประโยชน์ใช้ทำเบียร์ เครื่องดื่ม
แอลกอฮอล์และอาหารเด็ก เกิดจากการรวมตัวกันระหว่าง กลูโคส กับ กลูโคส

                                1.2.3แลคโตส (Lactose) หรือน้ำตาลนม ประโยชน์ใช้ทำขนมปัง อาหารเด็กอ่อน
เกิดจากากรรวมกันระหว่าง กลูโคส กับ กาแลคโตส

2.พวกที่ไม่ใช่น้ำตาล เป็นสารอาหารที่ไม่ให้ความหวาน ไม่ละลายน้ำ ประกอบด้วยโมโนแซคคาไรค์หลาย
  โมเลกุลเชื่อมต่อกัน ทำให้มีโมเลกุลขนาดใหญ่ เรียกว่า น้ำตาลเชิงซ้อน (Polysaccharide)
มีสูตรโมเลกุลคือ (C6 H12 O6)n  ได้แก่
                2.1แป้ง (Starch) พบได้จากการสังเคราะห์แสงของพืช เมื่อส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์มีรูปร่างกลมรี
มีส่วนประกอบที่สำคัญ 2 ชนิด คือ อะไมโลส (Amylose) เมื่อได้รับความร้อนจะละลาย
ทำปฎิกิริยากับสารละลายไอโอดีนแล้วให้สีน้ำเงิน และอะไมโลเพกติน (Amylopectin) จะไม่ละลายน้ำ
              2.2เซลลูโลส (Cellulose) พบในผนังของเซลพืช เมื่อคนกินเข้าไปไม่สามารถย่อยสลายได้ แต่พวกสัตว์กินพืชสามารถย่อยสลายได้ เพราะมีแบคทีเรียที่ย่อยเซลลูโลสอาศัยอยู่ ถึงแม้คนเราไม่สามารถย่อยเซลลูโลสได้ แต่ก็ต้องรับประทานผัก เพราะจะเป็นกากอาหารช่วยกระตุ้นให้เกิดการขับถ่าย
                2.3ไกลโคเจน (Glycogen) เป็นคาร์โบไฮเดรตที่เก็บไว้ตามตับ และกล้ามเนื้อของสัตว์เอาไว้
ใช้เมื่อร่างกายขาดแคลนพลังงาน ไกลโคเจนสามารถย่อยสลายให้เกิดเป็นพลังงานได้ ดังนั้นไกลโค
เจนจึงเป็นแหล่งพลังงานสำรองสำหรับร่างกาย ไกลโคเจนทำปฎิกิริยากับสารละลายไอโอดีนแล้วให้สีแดง
                2.4ไคติน (Citin) เป็นโพลีแซคคาไรด์ ที่พบในพวกกุ้ง ปู แมลง เป็นส่วนประกอบของเปลือกแข็ง
ที่หุ้มตัวสัตว์เหล่านั้น การทดสอบน้ำตาลและแป้ง
               1.การทดสอบน้ำตาล ทำได้โดยการเติมสารละลายเบเนดิกส์ลงไป จากนั้นนำไปอุ่นหรือต้มจนร้อน
ถ้าเป็นน้ำตาล จะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง สีส้ม สีน้ำตาล ตามความเข้มข้นของน้ำตาล
               2.การทดสอบแป้ง ทำได้โดยการเติมสารละลายไอโอดีนลงไป ถ้าเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้มหรือ
สีม่วงดำ แสดงว่าเป็นพวกแป้ง

ประโยชน์ของคาร์โบไฮเดรต
1.คาร์โบไฮเดรต 1 กรัม ให้พลังงาน 4 แคลอรี
2.ช่วยในการสงวนโปรตีนไว้ในร่างกาย
3.เป็นแหล่งพลังงานสำรองของร่างกาย โดยการเปลี่ยน แป้งและน้ำตาลไปเป็นไขมันสะสมไว้ในร่างกาย

โปรตีน

     
   โปรตีน (Protein) เป็นสารอาหารที่ได้จากการย่อยอาหารประเภทเนื้อ นม ไข่ ถั่ว
โดยเอนไซมื เปปซิน ที่อยู่ในกระเพาะอาหาร และเอนไซม์ทริปซิน
ที่อยู่ในลำไส้เล็ก แล้วได้กรดอะมิโน ดังสมการ
       

  กรดอะมิโน (Amino Acid) เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของโปรตีน ยึดเหนี่ยวด้วยพันธะเปปไทด์
(Peptide Bond) ทำให้เกิดเป็นสายของกรดอะมิโน เราเรียกสายนี้ว่า โพลีเปปไทด์ (Poly Peptide) ดังรูป


ดยทั่วไปพบกรดอะมิโนในร่างกายของมนุษย์ประมาณ 20 ชนิด แบ่งได้ 2 ประเภท
1.กรดอะมิโนที่จำเป็น (Essential Amino Acid) เป็นกรดอะมิโนที่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นได้เอง หรือเปลี่ยนมาจากสารอาหารที่สะสมไว้ในร่างกาย ได้จากอาหารประเภทเนื้อสัตว์เช่น เนื้อสัตว์บก
สัตว์น้ำ นม ไข่ ถั่ว มี 8 ชนิด ได้แก่
                1.วาลีน (Valine)                                     5.ไอโซลิวซีน (Isolecucine)
                2.ไลซีน (Lysine)                                    6.ทริปโตเฟน (Trytophane)
                3.ธริโอนีน (Threonine)                          7.เฟนิลอะลานีน (Phenylalanine)
                4.ลิวซีน (Lecucine)                                8.เมไธโอนีน (Methionine)

                หากร่างกายได้รับโปรตีนที่มีกรดอะมิโนที่จำเป็นครบทั้ง 8 ชนิด ถือได้ว่าเป็นโปรตีนที่มีคุณภาพสูง
2.กรดอะมิโนที่ไม่จำเป็น (Non – Essential Amino Acid) เป็นกรดอะมิโนที่ร่างกายสามารถสร้างได้จากอาหารที่ร่างกายสะสมไว้ แต่ก็จำเป็นต้องกินอาหาร เพื่อให้ได้รับกรดอะมิโนครบถ้วน มีประมาณ 12 ชนิด ดังนี้
                1.ไกลซีน (Glycine)                                7.แอสปาราจีน (Asparagine)
                2.อะลานีน (Alanine)                              8.ไทโรซีน (Tyrosine)
                3.กรดแอสพาร์ติก (Aspartic Acid)         9.ออร์นิทีน (Ornitine)
                4.กรดกลูตามิก (Glutamic Acid)             10.โปรลีน (Proline)
                5.เซซีน (Sesine)                                     11.อาร์จินีน (Arginine)
                6.ซีสเตอีน (Cysteine)                             12.ฮีสติดีน (Histidine)

การทดสอบโปรตีน การทดสอบโปรตีนมีวิธีการดังนี้
1.ใช้สารละลายไบยูเร็ต ซึ่งมีสีฟ้า หยดลงไป ถ้าเป็นโปรตีนจะเปลี่ยนเป็นสีม่วง ดังสมการ

              2.ใช้สารละลายกรดไนตริก (HNO3) หรือกรดดินปะสิว หยดลงไปทดสอบ ถ้าเป็นโปรตีนจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือสีส้ม ดังสมการ

     

ประโยชน์ของโปรตีน
1.โปรตีน 1 กรัม ให้พลังงาน 4.2 แคลอรี
2.ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
3.ช่วยในการป้องกันโรค ถ้าเด็กขาดโปรตีน
จะทำให้ร่างกายแคระแกรน สมองไม่พัฒนา
หรือทำให้เกิดโรค Kwahiorkor ซึ่งมีอาการตับอักเสบ ไม่มีชีวิตชีวา

ขมัน        

ไขมัน (Lipid)
เป็นสารอาหารที่ได้จากการย่อยอาหารประเภทน้ำมันจากสัตว์
์หรือน้ำมันจากพืช
โดยเอนไซม์ไลเปส ที่อยู่ในลำไส้เล็ก
ย่อยแล้วได้กรดไขมันและกลีเซอรอล ดังสมการ

              
      

   กรดไขมัน (Fatty Acid) แบ่งได้ 2 ชนิด
1.กรดไขมันอิ่มตัว คือ กรดไขมันที่มีองค์ประกอบของคาร์บอน ( C ) และไฮโครเจน (H) มาก จึงมีจุดหลอม
เหลวสูง ถูกความเย็นแล้วจะแข็งตัวง่าย มีลักษณะเป็นของแข็ง เรียกว่า ไขมัน (Fat) กรดไขมันชนิดนี้ไม่รวมกับ
ออกซิเจนในอากาศจึงไม่เหม็นหืนง่าย แต่ไม่นิยมบ
ริโภคเนื่องจากมีสารคลอเรสเตอรอลสูง ซึ่งเป็นไขมันที่อุดตัน
ตามเส้นเลือด สูตรทั่วไปของกรดไขมันอิ่มตัว คือ CnH2n+1COOH

ยกตัวอย่างกรดไขมันอิ่มตัว
                -กรดลอริค (C11 H 23 COOH)
                -กรดไมสีสติค (C13 H 27COOH)
                -กรดปาล์มมิติค (C15 H 34COOH)
                -กรดสเตียริค (C17 H 35COOH)

2.กรดไขมันไม่อิ่มตัว คือ กรดไขมันที่มีองค์ประกอบของคาร์บอน ( C ) และมีไฮโดรเจน (H) น้อย
จึงมีจุดหลอมเหลวต่ำ ถูกความเย็นแล้วไม่แข็งตัว มีลักษณะเป็นของเหลว เรียกว่า น้ำมัน (Oil)กรดไขมันชนิดนี้
รวมตัวกับออกซิเจนได้ง่ายจึงมีกลิ่นหืนง่าย แต่เราสามารถกำจัดกลิ่นเหม็นหืนได้โดยการเติมสารป้องกัน
กลิ่นเหม็นหืน (Antioxydance) เช่น วิตามินซี วิตามินอี BHA (Butylated Hydroxyanisole) หรือ BHT
(Butylated Hydroxy Toluene) สูตรทั่วไปของกรดไขมันไม่อิ่มตัว คือ CnH2n+1COOH

ยกตัวอย่างกรดไขมันไม่อิ่มตัว
                -กรดโอเลอิค ( C11 H 33 COOH)
                -กรดไลโนเลอิค (C1 H 31 COOH)
                -กรดไลโนเลนิค (C17 H 29 COOH)
                -กรดอะราชิโดนิค (C19 H 31 COOH)
การทดสอบไขมัน
ทำได้โดยการหยดหรือถูบนกระดาษ ถ้ากระดาษไม่โปร่งแสง แสดงว่าสารนั้นเป็นไขมันหรือน้ำมัน
ประโยชน์ของไขมัน
1.ไขมัน 1 กรัม ให้พลังงาน 9 แคลอรี
2.ไขมันช่วยในการดูดซึมวิตามิน A D E K
3.ช่วยในการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย
4.ช่วยในการเคลื่อนตัวของการอาหารในลำไส

วิตามิน(Viamin)
               วิตามิน เป็นสารอาหารที่ร่างกายต้องการเพียงเล็กน้อยส่วนใหญ่ร่างกายไม่สามารถสร้างวิตามิน
ได้ครบทุกชนิดวิตามินทำหน้าที่ควบคุมการเผาผลาญไขมัน โปรตตีนคาร์โปรไฮเดรต และยังเป็นตัวเร่ง(Catalyst)
ให้เอนไซม์ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าขาดวิตามินทำให้ร่างกายเกิดโรคได้ วิตามินแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ

  1.วิตตามินที่ละลายในนํ้า (Water Soluble Vitamin) ได้แก่ วิตามินA และวิตามินB

                       
              
 วิตามิน C (Ascorbbic Acid)

                     แห่งที่มา ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ส้ม มะขาม มะขาม
                      ประโยชน์ ทำให้เลือดแข็งแรง กระตุ้นการสร้างฮิโมโกลบิน
                      โรคที่เกิดจาการขาดวิตามิน C โรคลักเปิด เส้นเล
ือยดฝอยแตกง่าย
              วิตามิน B1 (Thiamine)
                      แหล่งที่มา ข้าวซ้อมมือ ยีสต์ ถั่ว ตับ ไข่
                      ประโยชน์ ป้องกันโรคเหน็บชา
                      โรคที่เกิดการขาดวิตามิน B1 โรคเหน็บชา โรคเบื่ออาหาร
              วิตามิน B 2 (Ribflavin)
                       แหล่งที่มา ตับ ไต หัวใจ ไข่ปลา นม ยีสต์ ถั่ว
                       ประโยชน์ ป้องกันโรคปากนกกระจอก ช่วยในการเผาผาลญคาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน
                       โรคที่เกิดการขาดวิตามิน B 2 โรคปากนกจอก ลิ้นบวม ผิวหนังแห้ง
              วิตามิน B5 (Niacin)
                       แหล่งที่มา เนื้อวัว ปลา เป็ด ไก่ ถั่ว นม
                       ประโยชน์ สร้างคลอเลสเตอรอล
                       โรคที่เกิดการขาดวิตามิน B5 เบื่ออาหาร ปาก ลิ้น อักเสบ ผิวหนังตกกระ ประสาทเสื่อม
             วิตามิน B6 (Pyrdoxine)
                        แหล่งที่มา เนื้อสัตว์ ผัก ถั่ว กล้วย ข้าวซ้อมมือ
                        ประโยชน์ เป็นตัวเร่งในการสร้างวิตามิน B5 ช่วยเผาผลาญโปรตีน
                        โรคที่เกิดจาการขาดวิตามิน B6 โรคโลหิตจางผผิวหนังเป็นแผล มีอาการทางประสาท
             วิตามิน B12 (Cyanocobalamin)
                        แหล่งที่มา เนื้อสัตว์ นม และสังเคราะห์ได้ในลำไส้เล็ก
                        ประโยชน์ สร้างเม็ดเลือดแดง ควบคุมความสมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย
                        โรคที่เกิดจากการขาดวิตามิน B12 โรคโลหิตจาง ประสาทเสื่อม
 2. วิตามินที่ละลายในไขมัน (Soluble Vitamin) ได้แ่ก่ วิตามิน A D E และ K
           
            
วิตามิน A (Ratinol)
                         
แหล่งที่มา เนื้อ นม ไข่แดง นํ้ามันตับปลา เนย ผักผลไม้ที่มีสีแดงและสีเหลือง
                         ประโยชน์ รักษาสุขภาพตา ช่วยให้ผนังเยื่แอบุผิวแข็งแรง
                         โรคที่เกิดจากการขาดวิตามิน A ตาฟาง ตาบอดเวลากลางคืน ผิวหนังแห้ง
           วิตามิน D (Calciferol)
                        
แหล่งที่มา ข้าว ผักสีเขียว ไข่ เนย ตับ ปลา
                         ประโยชน์ ทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง ควบคุบ Ca และ P
                         โรคที่เกิดจากการขาดวิตามิน D โรคโลหิตจาง โรคกระดูกอ่อน กล้ามเนื้อเสีย
           วิตามิน E (Tocopherol)
                         
แหล่งที่มา ผลไม้ ผักกินใบ นม ไข่ เนื้อสัตว์
                         ป้องกันการเป็นหมัน การแท้งลูก ป้องกันกล้ามเนื้อลีบ ป้องกันเซลเม็ดเลือดถูกทำลาย
                         โรคที่เกิดจาการขาดวิตามิน E เป็นหมัน กล้ามเนื้อลีบ
          
 วิตามิน K (Antihemorrhagic Factor)
                         
แหล่งที่มา ไข่แดง ถั่วเหลือง มะเขือเทศ ดอกกะหลํ่า กะหลํ่าปลี
                         ประโยชน์ ทำให้เลือดแข็งตัว เวลาเกิดบาดแผล
                         โรคที่เกิดจากการขาดวิตามิน K เลือดออกง่าย
เกลือแร่

           เกลือแร่ (Mineral) เป็นสารอนินทรีย์ที่ช่วยสร้างเนื้อเยื่อ และควบคุมการทำงานของระบบอวัยวะ
รวมทั้งฮอร์โมนต่าง ๆ และช่วยรักษาสมดุลระหว่างกรดและเบสในร่างกาย
           
บทบาทของเกลือแร่บางชนิด
           เกลือแร่ชนิด โซเดียม (Na) แหล่งที่พบ เกลือแกง อาหารทะเล นม ไข่ ผักใบเขียว
           หน้าที่ ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อในการยืดตัวหดตัว ควบคุมการทำงานของระบบประสาท
           ควบคุมสมดุลออสโมซีส ควบคุมการสมดุลกรดและเบส
           เกลือแร่ชนิดโพเทสเซียม (K) แหล่งที่พบ พบในอาหารทั่วไป เช่นไข่ นม เนย ผัก เนื้อสัตว์
           หน้าที่ ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ ควบคุมการทำงานของระบบประสาท
           เกลือแร่ชนิดแคลเซียม (ca) แหล่งที่มา นม ไข่ ปลา ตำลึง คะน้า ปลาขนาดเล็ก
           หน้าที่ ช่วนในการสร้างกะดูกและฟัน ช่วยให้เลือดแข็งตัว
           เกลือแร่ชนิดฟอสฟอรัส (P) แหล่งที่มา นม ไข่ ปลา ตำลึง คะน้า ปลาขนาดเล็ก
   
       หน้าที่ช่วยในการสร้างกระดูกและฟัน
           เกลือแร่ชนิดเหล็ก (Fe) แหล่งที่มา ตับ เนื้อสัตว์ ไข่แดง เครื่องในสัตว์ ผักขม กุยช่าย กระเทียม
           หน้าที่ ป้องกันโรคโลหิตจาง เป็นส่วนประกอบของฮิโมดกลบิน
           เกลือแร่ชนิดไอโอดีน (I) แหล่งที่มา อาหารทะเล เกลือสมุทรืเกลืออนามัย
           หน้าที่ ป้องกันโลกคอหอยพอก ช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย
นํ้า
          นํ้า (Water) เป็นสารอาหารที่มีมากที่สุดในร่างกาย คือมีอยู่ 2 ใน 3 ส่วนของนํ้าหนัก ซึ่งเป็น
ส่วนประกอบที่สำคัญของเซล
          นํ้ามีความสำคัญดังนี้
          1.เป็นตัวทำละลาย
          2.ช่วยรักษาอุณหภูมิของร่างกาย

          3.ช่วยในนการดูดซึมสารอาหาร
          4.ช่วยในการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย
          5.ทำให้ผิวพรรณสดชื่น