หน้าหลัก
สาระการเรียนรู้

จุดประสงค์ทั่วไป
     ๑. ทราบถึงความหมายของการอ่าน
     ๒. ทราบจุดมุ่งหมายของการอ่าน
     ๓. ทราบถึงประเภทของการอ่าน
จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม   
    ๑. บอกความหมายและจุดมุ่งหมายของการอ่านได้
    ๒. บอกประเภทของการอ่านได้
    ๓. สมารถอ่านในใจและสรุปสาระสำคัญของเรื่องได้
    ๔. สามมารถอ่านออกเสียงได้ถูกต้องตามลักษณะของคำประพันธ์
 
 เนื้อหาสาระ 
 
           การอ่านเป็นกระบวนการค้นคว้าหาความหมายและความรู้จากตัวหนังสือหรือข้อความ การอ่านโดยทั่วไป
เป็นการในใจ และการอ่านออกเสียง การอ่านในใจเป็นการอ่านที่ใช้ในชีวิตประจำวันมาก เพราะสะดวกรวดเร็ว
และสามารถอ่านได้ตลอดเวลา ส่วนการอ่านออกเสียงเป็นการอ่านเพื่อฝึกทักษะ จะต้องเน้นความถูกต้องด้าน
อักขรวิธีตามหลักภาษาไทย และยังเน้นความไพเราะเรื่องเสียงอีกด้วย

ความหมายของการอ่าน 
            การอ่าน หมายถึง กระบวนค้นคว้่าหาความรู้จากตัวหนังสือหรือข้อความ การอ่านนั้นผู้อ่านจะอ่าน
ออกเสียงหรือไม่ออกเสียงก็ได้ เมื่ออ่านแล้วรับรู้ความหมายของคำ เข้าใจเรื่องราวที่อ่านได้

จุดมุ่งหมายของการอ่าน
             ๑. อ่านเพื่อเพิ่มพูนความรู้ เป็นการอ่านเรื่องราวจากแหล่งข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ เช่นตำราเรียน
บทความ สารคดี ข้อความต่าง ๆ เป็นต้น
             ๒. อ่านเพื่อความบันเทิง เป็นการอ่านเพื่อตอบสนองความต้องการในชีวิตประจำวันมากที่สุด เช่น
การอ่านการ์ตูน นวนิยาย เรื่องสั้น บทร้อยกรอง เป็นต้น
             ๓. อ่านเพื่อความจรรโลงใจและผ่อนคลายความทุกข์ใจ ผู้อ่านบางคนอาจพบกับปัญหาต่าง ๆ
มากมายในชีวิตแต่ไม่สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้ ทางออกที่ดีที่สุดที่ระบายความทุกข์ใจก็คือ การอ่านหนังสือธรรมะ
           
๔. อ่านเพื่อใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพ การอ่านสารบางประเภทมิได้อ่านเพื่อความบันเทิง
หรือความรู้เพียงอย่างเดียว แต่ยังพัฒนาไปสู่การประกอบอาชีพได้ เช่นนักอ่านข่าว นักวิจารณ์หนังสือ เป็นต้น
            ๕. อ่่านเพื่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และนำไปสู่การพัฒนาตนเอง การอ่านมากย่อมทำให้รู้มาก
และเมื่อรู้มากย่อมนำความรู้ต่าง ๆ ที่ได้รับจากการอ่านมาพัฒนาตนเอง เพื่อให้เข้ากับสังคมนั้น ๆ ได้ ผู้ที่มีความรู้
มากก็ยิ่งสร้างความเชื่อมั่นในตนเองและการปรับตัวเข้ากับสังคมตลอดเป็นที่ยอมรับจากบุคคลอื่น ๆ ในสังคม
นั้นด้วย

ประเภทของการอ่าน
           การอ่านแบ่งออกเป็น ๒ ประเภทคือ การอ่านในใจ และการอ่านออกเสียง
    ๑. การอ่านในใจ
             
การอ่านในใจ คือ การอ่านโดยไม่เปล่งเสียงตามข้อความ ผู้อ่านสามารถทำความเข้าใจ และสรุป
ประเด็นของเรื่องที่อ่านได้จากการคิดซึ่งจะรวดเร็วกว่าการอ่านออกเสียง
              การอ่านในใจเป็นทักษะที่ใช้มากในชีวิตประจำวัน เพราะผู้อ่านสามารถอ่านได้ทันทีที่ต้องการ
จะอ่่านและไม่ก่อให้เกิดความรำคาญแก่ผู้อื่นด้วย การอ่านในใจผู้อ่านต้องมีสามธิในการอ่าน จะช่วยให้จับ
ใจความเรื่องได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตามการอ่านในใจมีประสิทธิภาพเพียงใด ผู้อ่านต้องมีการฝึกฝนวิธีการอ่าน
อย่างถูกต้อง และแนวการอ่านที่จะทำให้ผู้อ่านจับใจความได้ง่ายและเร็วขึ้น มีวิธีการอ่านดังนี้
            ๑.๑ การอ่านแบบคร่าว ๆ (Skimming)
               การอ่านแบบคร่าว ๆ เป็นการอ่านเพื่อสำรวจเนื้อเรื่องให้ได้แนวความคิดเป็นภาพรวม ของเนื้อหา
ในหนังสือเล่มนั้น การอ่านดังกล่าวไม่จำเป็นต้องอ่านทุกตอนทุกหน้า แต่ต้ิองจับใจความสำคัญของตอน
ที่อ่านได้นั้น
               ขั้นตอนในการอ่านคร่าว ๆ ผู้อ่านจะต้องสำรวจรูปเล่มและเนื้อหาในหนังสื่อนั้นคร่าว ๆโดยพิจารณา
ชื่อเรื่อง ผู้แต่ง เนื้อหา จากสารบัญว่าเนื้อเรื่องที่ต้องการอ่านหรือไม่
               เมื่อตัดสินใจเลือกหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่งแล้ว ขั้นตอนในการอ่าน ผู้อ่านจัต้องอ่านเนื้อหา
ในแต่ละบทแต่ละตอนให้จบอย่างรวดเร็ว เพื่อให้รู้เรื่องทั้งหมดอย่างคร่าว ๆ โดยการอ่านหาใจความสำคัญของ
เรื่องด้วยการอ่านข้ามวรรคข้ามข้อความบางตอนที่พิจารณาแล้วว่าเป็นเพียงส่วนขยายหรือรายละเอียด
              หลักการอ่านเพื่อจัยใจความสำคัญนั้น ผู้อ่านต้องพิจารณาใจความสำคัญของเนื้อเรื่อง ในแต่ละย่อหน้า
ได้จากประโยคแรกของย่อหน้า ประโยคที่อยู่กลางหน้า ประโยคที่อยู่ท้ายย่อหน้าประโยคแรก และประโยค
สุดท้ายอย่างใดอย่างหนึึ่ง หากผู้อ่านเข้าใจและรู้จักสังเกตก้จะทุนระยะเวลาในการอ่านอย่างมาก หรือใน
บทความอาจมีบทสรุป ผู้อ่านก็สามารถอ่านรายละเอียดได้จากบทสรุปอีกครั้งหนึ่ง
              การอ่านแบบคร่าว ๆ เป็นการอ่านที่เหมาะสำหรับนักศึกษาที่ต้องการอ่านหนังสือหลาย ๆ เล่ม
ในระยะเวลาอันสั้น ผู้อ่านอาจไม่มีเวลาอ่านหนังสือทุกเล่มอย่างละเอียด อย่างไรก็ตามผู้อ่านควรพิจาณา
ให้ชัดเจน ว่าข้อความใดเป็นใจความสำคัญ  และข้อความใดเป็นเพียงรายละเอียด จะทำมให้ผู้อ่าน
ไม่เสียเวลาอ่านและ จับใจความสำคัญของเรื่องได้อย่างครบถ้วน
            ๑.๒ การอ่านแบบกวาดสายตา (Scannning)
                 
การอ่านแบบกวาดสายตาเป็นการอ่านเพื่อค้นหาเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยการกวาดสายตาผ่าน
ตัวหนังสือหรือข้อความอย่างรวดเร็วทีละ ๒-๓ บรรทัด ผู้อ่านไม่จำเป็นต้องสนใจข้อความอื่น ๆ นอกจาก
ข้อความ ที่ต้องการเท่านั้น เช่น ถ้าต้องการข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ หรือ พ.ศ. ผู้อ่านก็สามารถกวาดสายตา
ไปตาม ข้อความแต่ละบรรทัด เพื่อชี้นำสายตาขณะที่อ่านเพื่อไม่ให้หลงบรรทัดและอ่านได้รวดเร็วยิ่งขึ้น 
            ๑.๓ การอ่านอย่างละเอียด (Intensive Reading)                     
                การอ่านอย่างละเอียดเป็นการอ่านขั้นสุดท้ายหลังจากการอ่านแบบคร่าว ๆ และอ่านแบบกวาดสายตา
ซึ่งผู้อ่านต้องอ่านอย่างพินิจพิเคราะห์ เพราะจะต้องจับใจความและวิเคราะห์ตีความหมายของเนื้อหาอย่างละเอียด
         ๒. การอ่านออกเสียง
                 
การอ่านออกเสียงเป็นการอ่านโดยตรงการเป่ลงเสียงตามตัวอักษร การอ่านออกเสียงจะต้อง
เปล่งเสียงออกมาชัดถ้อยชัดคำถูกต้องตามอักษรวิธีของภาาษไทย การอ่านออกเสียงข้อความต่าง ๆ นั้นมีทั้ง
ร้อยแ้ก้วและร้อยกรอง ผู้อ่านจะต้องฝึกฝนการอ่านและการออกเสียงให้เหมาะสมกับข้อความดังนี้
                        ๒.๑ การอ่านออกเสียงแบบปกติ
                         
   การอ่านออกเสียงแบบปกติเป็นการออกเสียงตามตัวอักษรโดยไม่มีทำนอง เช่น
การอ่านข่าว การอ่านคำกล่าวในโอกาสต่าง ๆ ซึ่งผู้อ่านจะต้องปฎิบัติดังนี้
                           ๒.๑.๑ ก่อนการอ่านจริงควรทดลองอ่านข้อความและทำความเข้าใจความหมายของข้อความ
ก่อนเพื่อทำให้ผู้อ่านเข้าใจอารมณ์และเน้นเสียงหนักเบาได้ถูกจังหวะและสำพันธ์กับเนื้อเรื่อง
                           ๒.๑.๒ การออกเสียงถูกต้องตามอักขรวิธี เว้รวรรคตอนถูกต้อง
                           ๒.๑.๓ เสียงดังชัดเจน มีลีลาการอ่านที่น่าฟังและยังช่วยให้ผู้ฟังเข้าใจเรื่องราวต่าง ๆ
ได้ดียิ่งขึ้น
                    ๒.
๒ การอ่านทำนองเสนาะ
                         
การอ่านทำนองเสนาะเป็นการอ่านที่มีลีลาจังหวะที่ไพเราะและการอ่านดังกล่าวใช้กับร้อยกรอง
เช่น กลอนสี่สุภาพ โคลงสี่สุภาพ กาพย์ ฉันท์ เป็นต้น
                         ท่วงทำนองเสนาะของร้อยกรองแต่ละประเภทมีลีลาและจังหวะแตกต่างกัน ผู้อ่านจะต้องเข้าใจ
การแบ่งวรรคหรือจำนวนคำในการรอ่านว่า ถ้าเป็นคำประพันธ์ประเภทกลอนสี่สุภาพจะแบ่งวรรคอย่างไร ถ้าเป็ีน
โคลงสี่สุภาพจัแบ่งวรรคอย่างไร ซึ่งผู้อ่านจะต้องฝึกฝนจนเกิดความเข้าใจ ดังต่อไปนี้
                       ๒.๒.๑ ฝึกอ่านคำประพันธ์แต่ละชนิดแบบร้อยแก้วโดยแบ่งจำนวนคำ วรรคตอนให้ถูกต้อง
ตามชนิดของคำประพันธ์ เช่น
                                                    กลอนสุภาพ
         เมียจะเชือด / คอตาย / เสียหลายครั้ง       แต่รอรั้ง / กลัวเจ็บ / ไม่เชือดได้
 จะผูกคอ / หาเชือก / มาเตรียมไว้                    เชือดก็ใหญ่ / กลัวจะลัด / มัดพันคอ

                                                   กาพย์ยานี
         หมากม่วง / พวงพรวนย้อย                          พิมเสนห้อย / ลอยมากิน
  สุกห่าม / ตามใจถวิน                                        เอาตะกร้อ / ขอเกี่ยวลง

                                                 โครงสี่สุภาพ
               อุราราน / ร้าวแยก                                      ยลสยบ
   เอนพระองค์ / ลงทบ                                               ท่าวดิ้น
   เหนือคอคช / ซอนซบ                                             สังเวช
   วายชิวาตม์ / สุดสิ้น                                                สู้ฟ้า / เสวยสวรรค์

                                            อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑
             
เสียงเจ้าสิพรากว่า                                         ดุริยางคะดีดใน
      ฟากฟ้าสุราลัย                                                      สุรศัพทะเริงรมย์

            การอ่านคำประพันธ์ประเภทฉันท์จะแตกต่างจากคำประพันธ์ประเภทอื่นเนื่องจากการอ่านฉันท์จะต้อง
อ่านตามฉันทลักษณ์ ครุ ลหุ ของฉันท์ แต่ละชนิด ดังเช่น อินทรวิเชียรฉันท์ข้างต้นต้องอ่านออกเสียงดังนี้

 

                  เสียง- เจ้า / สิ- พราก- ว่า                ดุ-ริ-ยาง / คะ-ดีด-ใน
           ฟาก-ฟ้า / สุ-รา-ไล                               สุ-ระ-สับ / ทะ-เริง-รม

                                        ภุชงคประยาดฉันท์ ๑๒

 

                      ถลันจ้วงทะลวงจํ้า                บุรุษนำอนงค์หนุน
           บุรุษรุกอนงค์รุน                             ประจญร่วมประจัญบาน

                      ถะหลัน-จ้วง / ทะ-ลวง-จํ้า                 บุ-หรุด-นำ / อะนง-หนุน
          บุ-หรุด-รุก / อะนง-รุน                                  ประ-จน-ร่วม / ประจัน-บาน

                                             วสันตดิลกฉันท์ ๑๔                 

 


                  ช่อฟ้าก็เพื้อยกลจะฟัด                          ดลฟากทิฆัมพร
            บราสีพิไลพิศบวร                                       นภศูลสร้างลอย
                     
                  ช่อ-ฟ้า / ก็เฟื้อย / กะ-ละ-จะ-ฟัด            ดะ-ละ-ฟาก / ทิ-คำ-พอน
           บรา-ลี / พิ-สะ-บะ-วอน                                นะ-พะ-สูน / สะล่าง-ลอย

                  ๒.๒.๒ ฝึกอ่านออกเสียงตามทำนองของคำประพันธ์แต่ละชนิดให้คุ้นเคย
                  ๒.๒.๓ ออกเสียงคำให้ชัดเจนเป็นคำเสียงหนักเบา หรือคำบางคำมีเสียงพยางค์เกินต้องอ่าน
ออกเสียงรวบให้ได้จังหวะของคำประพันธ์นั้น ๆ
                 ๒.๒.๔ อ่านออกเสียงสัมผัสใน สัมผัสนอกให้เกิดความไพเราะ
                 ๒.๒.๕ ออกเสียงหนักเบาหรือสูงตํ่า เพื่อให้เกิดความไพเราะได้อารมณ์และคล้อยตาม ในขณะ
เดียวกันผู้ฟังก็ได้รับรสถ้อย รสความ รสเสียง ตลอดจนเกิดภาพพจน์และเกิดความทราบซึ้งในที่สุด

สรุปสาระสำคัญ

การอ่านในใจ เป็นการอ่านที่สัมพันธกับชีวิตประจำวันของมนุษย์มากที่สุด ซึ่งผู้อ่าน
จะต้องได้รับ การฝึกฝนโดยการอ่านข้าม การอ่านแบบกวาดสายตา และอ่านอย่าง
ละเอียด อีกครั้ง เพื่อจับใจความสำคัญ ของเรื่อง การอ่านในใจเอื้อประโยชน์แก่ผู้อ่าน
หลาย ประการทั้ง ในด้าน การประหยัดเวลาและสามารถเข้าใจ เรื่องราวได้รวดเร็ว ในขณะเดียวกันการอ่าน ออกเสียงก็เหมาะสำหรับ การอ่านคำประพันธ์ประเภทร้อยกรอง ที่เน้นท่วงทำนองเสนาะ ที่ได้ ให้ความไพเราะด้านเสียงเป็นสำคัญ
                     

                                       

  

หน่วยการเรียนที่