หน้าหลัก
สาระการเรียนรู้

จุดประสงค์ทั่วไป
      ๑. เข้าใจความหมายและประเภทของการพููด
      ๒. เข้าใจมายาทในการพููดและลักษณะของผู้พููุดที่ดี
      ๓ เข้าใจความหม่ายและประเภทของการพูดแสดงความคิดเห็น
      ๔. เข้าใจถึงลักษณะของผู้พูดแสดงความคิดเห็น
      ๕. เข้าใจความหมายและความสำคัญของการพููดแบบอธิบาย
      ๖. เข้าใจลักษณะและหลักวิธีการพููดอธิบาย      

จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม   
     ๑. อธิบายความหมายและประเภทของการพููดได้
     ๒. อธิบายมารยาทในการพููดและลักษณะของผู้พููดที่ดีได้
     ๓. อธิบายความหม่ายและประเภทของการพููดแสดงความคิดเห็นได้
     ๔. อธิบายถึงลักษณะของผู้พูดแสดงความคิดเห็นได้
     ๕. อธิบายความหมายและความสำคัญของการพูดแบบอธิบายได้
     ๖. อธิบายลักษณะและหลักวิธีการพููดอธิบายได้
 
 เนื้อหาสาระ 
      
 การพููดแสดงความคิดเห็นและการพููดอธิบายเป็นการพูดเพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจเรื่องราวต่าง ๆ ได้อย่างสมเหตุ
สมผล การพููดดังกล่าวอาจเป็นการพููดระหว่างบุคคลและในที่ประชุมชนก้ได้ ลักษณะของการพููดจะต้องสอด
คล้องกับเนื้อหา ซึ่งจะช่วยให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจและเห็นด้วยตามเหตุผล

 
ความหมายของการพูด

    การหูดเป็นกระบวนการสื่อสารเพื่อถ่ายทอดความรู้ ความคิด ตลอดจนการแสดงความรู้สึกต่าง ๆ จากผููู้้้พููด
ผู้ฟัง โดยใช้ระบบสัญญลักษณ์ ทั้งวัจนภาษา

   ประเภทของการพูด
   การพููดอาจแบ่งได้หลายประเภทตามกระบวนการสื่อสารหรือแบ่งตามวิธีการพูดซึ่งแบ่งออกเป็น ๔ ประการ
             ๑. การพูดโดยฉลับพลัน

เป็นการพููดที่ผู้ผูดไม่มีโอกาสรู้ตัวมาก่อนและไม่ได้มีการเตรียมตัวมาก่อนล่วงหน้า
ดังนั้น ผู้พููดจะต้องอาศัยประสบการณ์ ความรู้ละปธฎิภาณไหวพริบในการแก้ไข
ปํญหาเฉพาะหน้า และนำเสนอเรืื่องราวที่จะพูดให้กระชับได้สาระและสอดคล้อง
กับ วัตถุประสงค์ ในการพููดการผูดดังกล่าว  ผู้พูดจะต้องเลือกสรรค์ถ้อยคำ
และภาษาที่ ไพเราะ มีความหมายกินใจประทับใจผู้ฟัง และสามารถสรุปสารค์
สำคัญ ในระยะเวลาอันสั้นเหมาะสม เช่นการพููดอวยพร คู่มรส การอวยพรวันเกิด
การกล่าวต้อนรับ ผู้มาเยือน  การกล่าวขอบคุณใน โอกาสต่าง ๆ เป็นต้น

          ๒. การพูดโดยการเตรียมการล่วงหน้า

เป็นการพูดที่พูดที่ผู้พูดรู้ตัวล่วงหน้าว่าจะพูดเรื่องอะไรผู้ฟังเป็นใคร
พูดในโอกาสอะไร และใช้เวลามากน้อยเท่าไรู้พูดจะต้องเตรียมเนื้อหามา
ให้เหมาะสมกับโอกาส และกลุ่มผู้ฟังและที่สำคัญจะต้องตรงกับจุดประสงค์
ของการพููด เช่นการพูดอภิปรายทางวิชาการ การแสดงปาฐกฐา การประชุม
การสัมมนา เป็นต้น

           ๓. การพูดแบบท่องจำ

เป็นการพูดที่ผู้พููดเตรียมตัวมาล่วงหน้าและท่องจำเรื่องราวต่างๆ มาพููด
การผูดประเภทนี้ผู้พููดจะต้องจำเรื่องราวต่าง ๆ ได้แม่นยำ มีความมั่นใจใน
การพููด และมีสมาธิในการนำเสนอ เรื่องราวให้เป็นไปตามลำดับขั้นตอน ซึ่ง
ลักษณะดังกล่าวจะช่วยให้ผู้พูด พูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ การพููดแบบ
ท่องจำแม้นผู้พูดเตรียมตัวมาเป็นอย่างดีแล้วก็ตาม หากขณะพููดเกิดความรู้สึก
ตื่นเต้นประหม่าอันเนื่อง มาจากสภาวะแวดล้อมหรือเหตุอื่น ๆ ผู้พูดอาจจะลืม
เรื่องราวที่จะพูดในบางตอน ซึ่งจะทำให้การเสนอเรื่องราวนั้น ๆ ไม่สมบรูณ์ได้
เช่น การพูดรายงาน เป็นต้น

           ๔. การพูดโดยอ่านจากต้นฉบับ  

เป็นการพูดที่มีการเตรียมต้นฉบับมาล่วงหน้า ผู้พูดสามารถอ่านเนื้อหา
  จากต้นฉบับบได้ารพูดโดยการอ่านจากต้นฉบับนั้นผู้พูดควรสบตา
กับผู้ฟังเป็นระยะ ๆ ไม่ควรก้มหน้าอ่านเพียง  อย่างเดียว จะทำให้เสียบุคลิก
และ ขาดความน่าเชื่อถือ เช่น การกล่าวคำปราศัยหรือสุนทรพจน์ การกล่าว
 เปิด-ปิดงาน พิธีการต่าง ๆ การรายงานข่าว เป็น

 มารยาทในการพูด
          
๑. ใช้ภาษาสุภาพเหมาะสมกับบุคคลและโอกาศ
          ๒. พูดตรงประเด็นและได้สาระตรงจุดมุ่งหมายของการพูด
          ๓. แสดงความคิดเห็นได้อย่างตรงประเด็น เหมาะสมกับกาลเทศะและโอกาส
          ๔. รับฟังและเคารพในความคิดเห็นของผู้อื่นอยู่เสมอ
          ๕. ไม่ควรพูดเรื่องส่วนตัว หรือนำเรื่องพาดพิงถึงผู้อื่นมาพูด อาจทำให้ผู้อื่นเกิดการเสียหายได้
          ๖. หากมีกำหนดระยะเวลาในการพูด ควรรักษาเวลาของตนอย่างเคร่งดครัด
          ๗. ไม่ควรพูดแทรกขณะที่ผู้อื่นกำลังพูด

ลักษณะของผู้พูดที่ดี
          
๑. เป็นผู้มีความรู้เนื้อหาสาระที่จะพูดเป็นอย่างดี
          ๒. เตรียมตัวในการพูดเป็นอย่างดีทุกครั้งในกรณีที่ทราบล่วงหน้า
          ๓. มีความสมารถในการใช้ภาษาสื่อสารกับผู้ฟังทั้งในด้านการอ่านออกเสียงถูกต้องตามอักขรวิธีและ
    การเลือกสรรถ้อยคำที่มีความหมายไพเราะกินใจผู้ฟัง
         ๔ แต่งกายสุภาพมีความเชื่อมมั่นในตนเอง
        
๕ รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ตลอดจนรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์จากผู้อื่นเพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนา
   ทักษะการพูดของตนเองให้ดียิ่งขึ้น

         ๖ เป็นผู้มั่นศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ
         ๗ มีทัศนคติที่ดีต่อการพูดและให้ความสำคัญต่อการพูดทุกครั้ง  
  
         
การพููดแสดงความคิดเห็น
        
การพูดแสดงความคิดเห็น หมายถึง การพูดเพื่อแสดงความรู้สึกหรือแสดงความรู้สึกหรือแสดงความ
คิดถึงเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างมีเหตุผลมีความสอดคล้องกับเรื่องที่พูด การพูดแสดงความคิดเห็น
ผู้พูดอาจพูดแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องทางวิชาการ เศษฐกิจสังคมก็ได้ ทั้งนี้ผู้พูดแสดงความคิดเห็น
ไปแล้วทำให้ผู้ฟังเห็นด้วยหรือคล้อยตาม
        การพูดแสดงความคิดเห็นอาจคิดเห็นอาจเป็นการพูดระหว่างบุคคลหรือต่อบุคคลหรือต่อที่ประชุมชนก็ได้
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับโอกาสในการพูด เช่นการให้สัมภาษณ์ การประชุม การสัมมนา การอภิปราย การบรรยาย

 ประเภทของการพูดแสดงความคิดเห็น
          
การพูดเพื่อแสดงความคิดเห็นอาจแบ่งได้หลายประเภทตามโอกาสที่ผู้พูดหรือตามลักษณะเนื้อหาของ
   การแสดงความคิดเห็น แต่ในที่นี้ได้แบ่งประเภทของการพูดแสดงความคิดเห็นตามลักษณะเนื้อหาออกเป็น
   ๔ ประเภท
        ๑. การพูดแสดงความคิดเห็นในเชิงสนับสนุน

          การพูดแสดงความคิดเห็นในลักษณะดังกล่าวเป็นการพูดเพื่อสนับสนุน ความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งผู้พูดอาจจะพิจารณาแล้วแล้วว่า ความคิเห็นที่ตน สนับสนุนมีสาระและประโยชน์ต่อหน่วยงานและส่วนรวม
หรือถ้าเป็นการ แสดงความคิดเห็นเชิงวิชาการจะต้องเป็นความคิดเห็นที่เป็นองค์ความรู้สัมพันธ์กับเนื้อเรื่อง
ที่กำลัง พูดกันอยู่ ทั้งในระหว่างบุคคลในที่ประชุม เช่น การพูดในที่ประชุม การอภิปราย การแสดงปาฐกถา
เป็นต้น

         ๒. การพูดแสดงความคิดเห็นในเชิงขัดแยง
          การพูดลักษณะดังกล่าวเป็นการพูดแสดงความคิดเห็นในกรณีที่ มีความคิด ไม่ตรงกันและเสนอ
ความคิดอื่น ๆ ที่ไม่ตรงกับผู้อื่นการพูดแสดงความคิดเห็น ขัดแย้งดังกล่าว
 ผู้พูดควรระมัดระวังเรื่องการใช้ภาษา
และการนำเสนอ ความขัดแย้งควรไปในเชิงสร้างสรรค์ อันจะก่อประโยชน์  ต่อหน่วยงาน หรือสาธารณชน เช่น
การสัมมนาเชิงวิชาการ การอภิปราย การประชุมเป็นต้น
      
        ๓. การพูดแสดงความคิดเห็นในเชิงวิจารณ์ ป็นการพูดเพื่อวิจารณ์เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
   ซึ่งผู้วิจารณ์อาจจะแสดงความคิดเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยและวิจารณ์ในเชิงสร้างสรรค์ผู้วิจารณ์จะต้องวางตัว
   เป็นกลาง ไม่อคติต่อผู้พูดหรือสิ่งที่เห็น เช่น การแสดงความคิดเห็นต่อหนังสือเพลง ละคร โทรทัศน์
   ภาพยนต์เป็นต้น
        ๔. การพูดแสดงความคิดเห็นเพื่อนำเสนอความคิดใหม่ เป็นการพูดในกรณีที่ไม่เห็นด้วยกับ
การแสดงความคิดเห็นของผู้อื่น และนำเสนอความคิดเห็นใหม่ของตนที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม
เช่น การแสดงความคิดเห็นในที่ประชุม เป็นต้น

ลักษณะของผู้พูดแสดงความคิดเห็นที่ดี
       
๑.
ผู้พูดจะต้องมีความรู้ในเรื่องที่จะแสดงความคิดเห็นเป็นอย่างดี
        ๒. การแสดงความคิดเห็นในเรื่องใดเรื่องหนึ่งควรมีหลักการแสดงความคิดเห็นในเชิงขัดแย้ง
และเชิงวิจารณ์
        ๓. ใช้ภาษาสุภาพเหมาะสมกับโอกาสโดยเฉพาะการแสดงความคิดเห็นในเชิงขัดแย้งและเชิงวิจารณ์
  เพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อผู้พูดและผู้ฟัง
        ๔. การแสดงความคิดเห็นใด ๆ ก็ตาม ควรแสดงความคิดเห็นในเชิงสร้างสรรค์ และเป็นประโยชน์ต่อ
ส่วนรวมเป็นสำคัญ

ความหมายของการพูดอธิบาย
        
 การพูดอธิบาย หมายถึง การพูดขยายความเพื่อให้ผู้ฟังได้รับความรู้และเข้าใจเรื่องราวข้อเท็จจริงอย่าง
   ละเอียดและถูกต้อง

  ความสำคัญของการพูดอธิบาย
        ๑. ช่วยให้ผู้ฟังเข้าใจความหมายสิ่งต่าง ๆ ได้ชัดเจนถูกต้อง
        ๒. ช่วยขยายความสิ่งที่เป็นนามธรรมให้เข้าใจและให้เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น
        ๓ ช่วยให้เข้าใจวิธีปฎิบัติสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสามารถนำไปปฎิบัติจริงได้
        ๔. เป็นทักษะที่มีประโยชน์ต่อการเรียนการสอนทั้งในด้านการใช้ บ่งบอกองค์ความรู้ต่าง ๆ   และใช้ฝึกฝนทักษะการพูด  
        ๕. ช่วยทำให้ผู้พูดและผู้ฟังเกิดแนวคิดหรือมโนทัศน์ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งร่วมกัน

ลักษณะของการพูดอธิบาย
       
การผูดอธิบายมีความสำคัญในชีวิตประจำวันมาก การพูดอธิบายมีทั้งการพูดต่อหน้าและการพูดอธิบาย
  ผ่านสื่อเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่นวิทยุและโทรทัศน์ เป็นต้น การอธิบายวิธีการประกอบอาหาร
การออกกำลังกาย   ระบบการทำงานของหัวใจ วิธีการต่อกิ่งและติดตาต้นไม้ เป็นต้น

     ตัวอย่างการอธิบายลำดับขั้น
        
           " การออกกำลังกายและการเล่นกีเพื่อสุขภาพจะต้องปฎิบัติให้ถูกวิธี เพราะหากปฎิบัติไม้่ถูกต้อง
เหมาะสม     แทนที่จะเป็นประโยชน์กลับจะก่อให้เกิดโทษและอันตรายต่อร่างกาย ทั้งในระยะยาว
และปัจจุบันทันที    หลักปฎิบัติพื้นฐาน คือไม่ควรเล่นหักโหม ควรเล่นให้เกิดความสนุกสนานดัดแปลง
ใช้กติกาการเล่นง่าย ๆ    หากรู้สึกเหนื่อยควรพักเสียก่อน เมื่อหายเหนื่อยแล้วตจึงเล่นต่อ ช่วงเวลาที่เหมาะ
ในการออกกำลังกายคือ     ช่วงก่อนอาหาร ถ้าออกกำลังกายหลังอาหารควรทิ้งช่วง ๒ ชั่วโมง
ถ้าออกกำลังกายกลางคืน ควรพัก
    ๑ ชั่วโมง ก่อนเข้าห้องนอน ควรออกกำลังกายสมํ่าเสมอในเวลาเดียวกัน การอกกำลังที่จะมีผลต่อสุขภาพ
    จะต้องปฎิบัติอย่างน้อยวันเว้นวัน หรือ ๓ วันต่อสัปดาห์"
         บุณตา เจนสุขอุดม, "ออกกำลังกายอย่างถูกวิธี" หนังสือพิมพ์มติชนร่ายวัน (๗ เมษายน ๒๕๔๓) : ๔
  
      ๒. การพูดอธิบายให้คำจำกัดความหรือนิยาม           
           เป็นการอธิบายความหมายของสิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วยถ้อยคำหรือภาษาที่กระชับรัดกุม และมีความหมายถูกต้อง
   เช่น การอธิบายความความหมายของศัพท์ ข้อความต่างๆ เป็นต้น
          ตัวอย่าง การอธิบายตัวการให้คำจำกัดความหรือนิยาม
          " บทความ คือ งานเขียนมุ่งเสนอความรู้ ความคิด หรือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ บทความอาจ
    จะรวมถึงการแสดงทัศนะของผู้เขียนที่แสดงถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่ผู้เขียนนำเสนอ "
          " หนังสือราชการ คือ เอกสารของราชการที่จัดทำขึ้นเพื่อกิจการของราชการ"

    ๓. การอธิบายด้วยการเปรียบเทียบ เป็นการอธิบายเพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจในความเหมือนหรือความแตกต่าง
   ของสิ่งที่อธิบายเปรียบเทียบกัน เช่นสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ สภาสังคมในอดีตกับสภาพสังคมปัจจุบัน เป็นต้น

          ตัวอย่าง การอธิบายด้วยการเปรียบเทียบ
                   " โรคหัดเยอรมันต่างโรคหัดมากตรงที่โรคหัดเยอรมันมีอาการนำน้อยมากและยังสั้นกว่าโรคหัด
         จนอาจไม่ได้สังเกต อาการนำอาจพบ ได้แก่ นํ้ามูกไหล ไอ และไข้ตํ่า ผู้ใหญ่จะมีอาการนำรุนแรง
         กว่าเด็ก คือ อาจมีไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดศรีษะ ตาปิด ตาแฉะ เยื่อบุตาอักเสบ เยื่อบุคออักเสบเล็กน้อย
         เบื่ออาหาร เป็นต้น แต่มักเริ่มด้วยต่อมนํ้าเหลืองที่หลังหูท้ายทอยโตก่อนมีผื่นขึ้น ๒- ๔ ชั่วโมง หรือ
         บาง คนโตพร้อมกับผื่นขึ้น..เมื่อผื่นหายจะไม่มีสีดำ และผิวหนังไม่ลอกเหมือนผู้ใหญ่"

                  ปราโมทย์ และเสรี ธีรพงษ์ , "หัดเยอรมัน สตรีทุกคนต้องรู้" วารสารยาน่ารู้, ๔๓ : ๑๔

         ๔. การอธิบายด้วยการยกตัวอย่าง
เป็นการอธิบายเนื้อหาหรือองค์ความรู้ที่เข้าใจยากเมื่อมีการ
   ยกตัวอย่างประกอบการอธิบาย จะช่วยให้ผู้ฟังเข้าใจได้เป็นอย่างดี เช่นการอธิบายหลักการเขียนเรียงความ    การอธิบายหลักการโฆษณา การประชาสัมพันธ์ เป็นต้น


         ตัวอย่าง การอธิบายด้วยการยกตัวอย่าง
           " การออกกำลังกายเพื่อส่งเสริมสมรรถภาพและสุขภาพมีหลายวิธี เช่น การเดิน - วิ่ง
เทนนิส ว่ายนํ้า    การบริหารแบบแอโรบิก เป็นต้น
          บุณตา เจนสุขอุดม, "ออกกำลังกายอย่างถูกวิธี"หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน (๗ เมษายน ๒๕๔๓):๔
       
            " การปลูกไม้ดอกไม้ประดับให้งามสมดังใจปรารถนานั้น ผู้ปลูก ต้องศึกษาลักษณะธรรมชาติการ
   เจริยเติบโตของต้นไม้และชนิดให้ท่องแท้เสียก่อน แล้วจึงปลูกและบำรุงรักษาให้ตรงกับลักษณะ
ธรรมชาตินั้น ๆ  
ตัวอย่างเช่น หากจะปลูกบอนสี ต้องรู้ว่าบอนสีต้องการความชื้นสูง ไม่ชอบแดดจัด
เจริญงอกงาม ในที่ร่มรำไร
   ดั้งนั้น เวลาปลูกจึงต้องปลูกในที่ร่มรำไร และให้นํ้ามากจนชุ่มพอ บอนสีจึงจะงาม ผู้ปลูกกุหลาบก็ต้องก็ต้อง
   ทรายว่ากุหลาบเป็นต้นไม้ชอบแดดจัด ชอบดินที่ระบายนํ้าได้ดี หากจะปลูกก็ต้องวางกระถางหรือปลูกกุหลาบ
   ในที่มีแสงแดดส่องทั้งวัน ดินที่ปลูกต้องรวนซุย หรือปลูกด้วยหญ่าไชแห้งแช่นํ้าจนชุ่มจึงเจริญงอกงาม หาก
   จะปลูกต้นไม้ประเภทแคดตัส ก็ต้องทราบว่าเป็นเป็นต้นไม้ที่ต้องการนํ้าน้อย ชอบแสงแดดมาก การดูแล
   รักษาใช้ฉีดนํ้าเป็นฝอยให้ก็เพียงพอ หากรดนํ้าทุกวันเช่นต้นไม้อื่นแคดตัสจะเน่าตายหมด"
     
       ๕. การอธิบายด้วยการใช้สื่อ- อุปกรณ์
การอธิบายประเภทนี้เป็นที่นิยมกันแพร่หลายสามารถนำมา
 ปรับใช้ได้กับเนื้อหาหลายประเภท เพราะการอธิบายที่ใช้สื่ิอ-อุปกรณ์ประกอบการอธิบายผู้ฟังจะต้องมีโอกาส
   ได้ฟังเสียงหรือเห็นรูป ซึ่งจะช่วยให้ผู้ฟังเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น

     
ตัวอย่าง การอธิบายด้วยการใช้สื่อ-อุปกรณ์
            "สารทำความสะอาดบางชนิด เช่น สบู่ ผงซักฟอก แชมพู มีคุณสมบัติแตกต่างกันนักศึกษา
   สามารถตรวจสอบได้ ซึ่งจะต้องเตรียมอุปกรณ์ ได้แก่ สบู่ประมาณ ๒ ก้อน หลอดทดลองขนาดกลาง
๒-๓    หลอด มีดเหลาดินสอ แท่งแก้วคนสาร ๑ อัน กระดาษลิตมัสสีแดงและนํ้าเงิน ๖ ชิ้น เศาผ้าเบื้อน
หยดนํ้ามัน  ๓ ชิ้น นํ้าและขันพลาสติก ๑ ใบ
             ใส่นํ้าในหลอดทดลอง ๕ ซีซี พร้อมทั้งเกล็ดสบู่เล็ก ๆ ๔-๕ เกล็ด เขย่าแรง ๆ จนเกิดฟอง
ใช้แท่งแก้ว    จุ่มลงในนํ้าสบู่ และนำมาแตะกระดาษลิตมัสสีแดง สีนํ้าเงิน กระดาษเปลี่ยนสีแตกต่างกัน
และเมื่อนำนํ้าสบู่ซัก    รอยเปื้อนหยดนํ้ามันลงในขันพลาสติก จะเห็นการเจือจางของคราบรอยเปื้อน
แตกต่างเช่นเดียวกัน ถ้าสบู่    ชนิดใดเปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสจากสีนํ้าเงินเป็นสีแดง แสดงว่า มีคุณสมบัติเป็น
กรด ไม่ควรนำมาใช้ถูตัซึ่งการปฎิบัติดังกล่าวจะช่วยให้เราเลือกสบู่ถูตัวได้เหมาะสมกับผิว"
           ในระหว่างที่ผู้อธิบายเนื้อหา ต้องใช้อุปกร์ืต่าง ๆ ไปตามลำดับขั้นตอน จะต้องช่วยให้ผู้ฟังเข้าใจและ
    จำง่ายขึ้น
       
   ๖. การอธิบายด้วยการชี้สาเหตุและผลลัพธ์ที่สำพันธ์กัน การอธิบายต้องอธิบายให้ชัดเจนว่าอะไร
 ว่าอะไรคือสาเหตุ และผลลัพธ์เป็นอย่างไร อธิบายให้ผู้ฟังเข้าใจว่าทั้งสาเหตุและผลลัพธ์นั้นสัมพันธ์กันอย่างไร  โดยจะอธิบายเริ่มจากสาเหตุไปหาผลลัพธ์ หรือจากผลลัพธ์ไปหาสาเหตุก็ได้ เช่น อธิบายเกี่ยวกับปัญหาวัยรุ่น
 การจารจร หรือเรื่องเกี่ยวกับปัยหาสุขภาพ เป็นต้น          


หน่วยการเรียนที่