หน้าหลัก
สาระการเรียนรู้
ทดสอบก่อนเรียน
ภาษาถิ่น
ภูมิปัญญาทางภาษา
ภูมิปํญญาสร้างภาพพจน
ทดสอบหลังเรียน
หน่วยต่อไป

จุดประสงค์ทั่วไป
     ๑. เข้าใจความหมายภาษาถิ่น
     ๒. เขาใจความสำคัญของภาษาถิ่น
     ๓. เข้าใจอิทธิพลของภาษาถิ่นที่มีต่อภาษามาตรฐาน
     ๔. เข้าใจภูมิปัญญาของภาษา
จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
     
๑.อธิบายความหมายของภาษาถิ่นได้ถูกต้อง
     ๒.อธิบายความสำคัญของภาษาถิ่นได้ถูกต้อง
     ๓.อธิบายอิทธิพลของภาษาถิ่นที่มีต่อภาษามาตรฐานได้ถูกต้อง
     ๔.อธิบายภูมิปัญญาของภาษาได้ถูกต้อง
  เนื้อหาสาระ
       
ภาษาถิ่นเป็นภาษาที่ใช้คำพูดและสื่อสารกันเฉพาะกลุมตามท้องถิ่นต่าง ๆ ซึ่งแตกต่างจากภาษามาตรฐาน
และในขณะเดียวกันภาษาถิ่นและภาษามาตรฐานก็สื่อถึงความรู้ความคิดในด้านต่าง ๆ ที่สัมพันธ์กับวัฒนธรรม
และสังคมนั้น ๆ ซึ่งสะท้อนถึงภูมิปัญญาในด้านการใช้ภาษาของมนุษย์อีกประการหนึ่งด้วย
     
  ความหมายของภาษาถิ่น
         
 ภาษาถิ่น หมายถึง ภาษาที่คนใช้ผูดและสื่อสารกันมากใรนกลกุ่มชนที่มีอยู่ตามท้องถิ่นต่างๆ
ภาษาถิ่นของแต่ละกลุ่มจะเข้าใจกันภายในกลุ่ม และมีลักษณะแตกต่างจากภาษามาตรฐาน เช่น
ภาษถิ่นไทยพวน โซ่ง ส่วย ไทยใหญ่ ไทยลื้อ เป็นต้น

   ความสำคัญของภาษาถิ่น
      
ในประเทศไทยประกอบด้วยคนหลายกลุ่มชาติพันธ์ในแต่ละกลุ่มชาติพันธ์ย่อมมีภาษาผูดและสำเนียง
ที่เป็นภาษาของตน ภาษาถิ่นในแต่ละท้องถิ่นแม้จะแตกต่างจากภาษามาตรฐานแต่ก็มีความสำคัญด้านต่าง ๆ
หลายประการ ดังนี้
      ๑. ภาษาถิ่นเป็นภาษาที่เป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มของท้องถิ่นต่าง ๆ
      ๒. ภาษาถิ่นสะท้อนวัฒนธรรมเฉพาะของกลุ่มชนที่มีความคล้ายคลึงกันและตกต่างกันตามกลุ่มชาติพันธ์
      ๓. ภาษาถิ่นมีส่วนสำคัญในการบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ของกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งด้านด้านภาษาวัฒนธรรม
ท้องถิ่น ตลอดจนขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรมในด้านต่าง ๆ
      ๔. ภาษาถิ่นสะท้อนถึงความเป็นมาของกลุ่มชาติพันธุ์
      ๕. ภาษาถิ่นสะท้อนถึงความเจริญด้านวัฒนธรรมทางด้านภาษาของกลุ่มชาติพันธ์และมีอิทธิพลต่อภาษา
มาตรฐาน ทำให้มีภาษาใช้กันมากมาย

ทธิพลของภาษาถิ่นที่มีต่อภาษามาตรฐาน
   
  ภาษาถิ่นในประเทศไทยมีมากมายหลายกลุ่ม มีทั้งภาษาถิ่นอีสาน ภาษาถิ่นใต้ ภาษาถิ่นกลาง ภาษาถิ่นทุก ๆ
ภาษามีลักษณะเฉพาะทังในด้านออกเสียง คำ ความหมาย แต่ก็มิได้หมายความว่าภาษาถิ่นแต่ละท้องถิ่นจะเป็น
ปัจเจกภาษา ภาษาถิ่นทุกภาษาย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างตามกระแสความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ซึ่งการเปลี่ยนแปลงภาษาถิ่นนั้น อาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงด้านหน่วยเสียงหรืออย่างใดอย่างหนึ่ง เนื่องจาก
ภาษาอื่นและในขณะเดียวกันก็ยังส่งผลต่ออีกภาษาหนึ่งด้วย ทั้งนีี้เกิดจากสาเหตุ ๒ ประการ คือ
     ๑. การผสมกลมกลืนด้านชาติพันธ์ การติดต่อสื่อสารกันระหว่างกลุุ่มชาติชาติพันธุ์ต่าง ๆ ย่อมทำให้
ภาษา ส่งผล ซึ่งกันและกัน หรือหากมีการแต่งงานกันระหว่างกลุ่มชนย่อมส่งผลให้ภาษามีอิทธิพลต่อกัน
รวดเร็วขึ้น
    ๒.
 การผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรม เมื่อมนุษย์มีการติดต่อสื่อสารกันอย่างสมํ่าเสมอและต่อเนื่อง ย่อมมีการซึมซับวัฒนธรรมของกันและกันโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะด้านการศึกษาหาความรู้จะทำให้สังคม
แต่ละกลุ่มชนกว้างขึ้น มีการยอมรับวัฒนธรรมของคนต่างกลุ่มมากขึ้น อันจะทำให้ภาษามีการเปลี่ยนแปลง
ตามไปด้วย
       ลักษณะของภาษาการรับภาษาถิ่นมาใช้ในภาาามาตรฐาน

       ถ้าสังเกตภาษามาตรฐานที่ใช้อยู่ปัจจุบัน จะเห็นว่ามีการนำภาษาถิ่นเข้ามาใช้และสื่อสารกันมาก ทั้งนี้เนื่องจากระบบการสื่อสารทันสมัยยิ่งขึ้น มีการติดต่อกันมากขึ้น ทั้งในด้านการศึกษา เศษฐกิจ
การท่องเที่ยว ตลอดจนสื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ ซึ่งเชื่อมโยงความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ ให้มีความใกล้ชิด
กันมากขึ้น ประดิษซการทางภาษายุคโลกาภิวัฒน์ช่วยให้มนุษย์ใต่างชาติพันธุ์สื่อสารถึงกันและเข้าใจกันมากขึ้น
อีกทั้งมนุษย์ในสังคมปัจจุบันไม่ได้อยู่แยกกันเป็นปัจเจกชนทุกกลุ่มชาติพันธุ์ยังคงมีปฎิสัมพันธุ์กันตลอดเวลา
ลักษระการเปลี่ยแปลงทางสังคมดังกล่าวย่อมทำให้ภาษาถิ่นมีอิทธิพลต่อภาษามาตรฐานเป็นอย่างมาก
       อย่างไรก็ตามการรับภาษาถิ่นเข้ามาร่วมกับภาษามาตรฐานนั้นมีลักษณะดังนี้
       ๑. การนำภาษาถิ่นมาใช้สื่อสารปนกับภาษามาตรฐาน โดยการนำมาใช้เป็นคำ ๆ ภาษาถิ่นดังกล่าว
มีคนไทยภาคกลางนำมาใช้เป็นคำ ๆ อาจจะเปลี่ยนสำเนียงให้เป็นสำเนียงภาษามาตรฐานแต่ละคำและ
ความหมายไม่เปลี่ยนแปลง ได้แก่ คำที่เกี่ยวกับอาหาร สิ่งของต่าง ๆเช่น

        คำศัพท์เกี่ยวกับอาหารของถิ่นอีสาน

แ๋จ่ว
หมายถึง
อาหารประเภทนํ้าพริก
ลาบ
หมายถึง
อาหารประเภทพร่า ยำ
ก้อย
หมายถึง
อาหารประเภทพร่า
หมก
หมายถึง
อาหารที่ทำให้สุก โดยการย่างหรือหมกไฟ

        คำศัพท์เกี่ยวกับอาหารของถิ่นเหนือ

ไส้อั่ว
หมายถึง
อาหารประเภทไส้กรอก
แกงโฮะ
หมายถึง
อาหารประเภทผัด
ข้าวซอย
หมายถึง
อาหารประเภทก๋วยเตี๋ยว
แกงแค
หมายถึง
อาหารประเภทแกง
นํ้าพริกอ่อง
หมายถึง
อาหารประเภทนํ้าพริก
    
       คำศัะท์เกี่ยวกับอาหารถิ่นใต้


แกงเหลือง
หมายถึง
แกงส้ม
พุงปลา
หมายถึง
แกงไตปลา
ลา
หมายถึง
ขนมคล้ายรังนก
ขนมไข่
หมายถึง
ขนมเค้ก

     
     คำศัพท์ต่างๆ เหล่านี้คนในภาคกลางที่ใช้ภาษามาตรฐานมักจะออกเสียงและเรียงเสียงและคำใน
ภาษาถิ่น สื่อสารเข้าใจกันระหว่างเจ้าของภาษากับกลุ่มคนจากถิ่นอื่น
          ๒. การนำภาษาถิ่นมาใช้แล้วความหมายเปลี่ยนไปตามบริบททางสังคม คำภาาาถิ่นบางคำ
เมื่อนำมาใช้ในภาาามาตรฐานแล้วจะใช้สื่อความหมายแตกต่างไปจากเดิม


ซกมก
(ภาษาถิ่นอีสาน) หมายถึง
อาการยืนหรือนั่งคอตก แต่ความหมายในวัยรุ่นอาจ
หมายถึง สกปรก
ซ่า
(ภาษาถิ่นอีสาน) หมายถึง
เลื่องลือ แต่ความหมายของกลุ่มวัยรุ่น
หมายถึงกล้า และ ไม่กลัวเกรงใคร
ซี้
(ภาษาถิ่นอีสาน) หมายถึง
นี้ แต่ในความหมายของกลุ่มวัยรุ่น หมายถึง
ตายหรือเพื่อนสนิท
แซว
(ภาษาถิ่นอีสาน) หมายถึง
ชื้อสาย ทลาย เสียงร้องไห้ม เสียงผูดจาเอ็ดอึงแต่ใน
ความหมายของกลุ่มวัยรุ่นหมายถึงการกล่าววาจาหาเรื่องกัน
แกว
(ภาษาถิ่นอีสาน) หมายถึง
พวก หมู่ เหล่า ที่ไม่ใช้พวกเดียวกับตนชาวไทยอีสาน
เรียกคนญวนว่า"แกว"
เขิน
(ภาษาถิ่นอีสาน) หมายถึง
แห้ง ขอด แต่กลุ่มวัยรุ่นใช้ในความหมายว่ากระดากอาย
ซาก
(ภาษาถิ่นอีสาน) หมายถึง
ตกใจ แต่ในภาษา ไทยกลาง หมายถึง สัตว์ที่ตายจนเหลือ
แต่โครงกระดูก
ซา
(ภาษาถิ่นอีสาน) หมายถึง
เอาใจใส่ แต่ในภาษาไทยกลาง หมายถึงอดน้อยลง

             จะสังเกตว่า ภาษาถิ่นที่รับมาแล้วความหมายเปลี่ยนไปมักเกกิดกับเด็กกลุ่มวัยรุ่นนิยมคำภาษาถิ่น
ที่ตนได้ยิน ได้ฟัง ได้ดูจากสื่อมวลชน นำมาใช้ในภาษาปากและภาษาสแลง ลักษณะดังกล่าวจึงทำให้
ความหมายของภาษาถิ่นในบางคำเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของสังคม
          
๓. การนำภาษามาใช้โดยนำมาซ้อนกับภาษามาตรฐาน คำซ้อนที่ใช้อยู่ในภาษาไทยมาตรฐาน
ปัจจุบันมีเป็นจำนวนมากที่เกิดจาการนำเอาภาษาถิ่นมาซ้อนกับภาษามาตรฐานและเมื่อนำมาซ้อนกันแล้ว
ความหมายหลักจะอยู่ที่คำใดคำหนึ่ง เช่น

คิดอ่าน
(ภาษาไทยกลาง +ภาาษถิ่นอีสาน)
ความหมายหลักคือ คิด
เคียดแค้น
(ภาษาถิ่นอีสาน + ภาษาไทยกลาง)
ความหมายหลักคือ แค้น
ชะเง้อชะแง
(ภาษาไทยกลาง +ภาาษถิ่นอีสาน)
ความหมายหลักคือ ชะเง้อ
บ้านช่อง
(ภาษาไทยกลาง +ภาาษถิ่นเหนือ)
ความหมายหลักคือ บ้าน
บ้านเรือน
(ภาษาไทยกลาง +ภาาษถิ่นเหนือ)
ความหมายหลักคือ บ้าน
เขินอาย
(ภาษาถิ่นอีสาน + ภาษาไทยกลาง)
ความหมายหลักคือ อาย
พัดวี
(ภาษาไทยกลาง +ภาาษถิ่นเหนือ)
ความหมายหลักคือ พัด
เสื่อสาด
(ภาษาไทยกลาง +ภาาษถิ่นอีสาน)
ความหมายหลักคือ เสื่อ
จือจาง
(ภาษาไทยกลาง +ภาาษถิ่นเหนือ)
ความหมายหลักคือ จืด
ตาเปีบกตาแฉะ
(ภาษาถิ่นใต้+ภาษาไทยกลาง)
ความหมายหลักคือ ตาแฉะ
ปลาแห้งปลาเค็ม
(ภาษาถิ่นใต้+ภาษาไทยกลาง)
ความหมายหลักคือ ปลาเค็ม
อิ่มแอม
(ภาษาไำทยกลาง+ภาษาถิ่นใต้)
ความหมายหลักคือ อิ่ม
ข่มแหง
(ภาษาไำทยกลาง+ภาษาถิ่นใต้)
ความหมายหลักคือ ข่ม
เพื่อนเกลอ
(ภาษาไำทยกลาง+ภาษาถิ่นใต้)
ความหมายหลักคือ เพื่อน


        ภาษาถิ่นนอกจากจะเป็นภาษาที่ใช้สื่อสารกันภายในกลุ่มแล้ว ยังมีอิททธิพลกับภาษาไทยกลาง
โดยใช้คำและการออกเสียงตามสำเนียงตามสำเนียงภาษาไทยกลาง และมีการนำมาซ้อนกับภาษาไทยกลาง
ซึ่งทำให้มีภาษาไทยสื่อสารหลากหลายขึ้น


    ภูมิปัญญาทางภาษา
          คำว่า "ภูมิปัญญา " สัญญา สัญญาวิวัฒน์ (๒๕๓๔ : ๑-๔) ให้คำจำกัดความได้ว่าภูมิปัญญา (Wisdom)
  เป็นความคิดทางสังคมที่สำคัญอย่างหนึ่ง ซึ่งต้องมีอยู่ในทุกๆ สังคมและจะดำรงค์อยู่้ยาวนาน ภูมิปัญญา
มีสองลักษณะคือ ภูมิปัญาที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ วัตถุและการกระทำทั้งหลาย และภูมิปัญญาที่เป็นนามธรรม
คือ การรู้ ความเชื่อ หรือแนวทางในการแ้ปัญหาและป้องกันปัญหา รวมทั้งการสร้างความสุขสงบให้กับชีวิต
มนุษย์ นั้นเอง
        ประคอง นิมนมานเหมินท์ (๒๕๔๑ : ๕๔) ให้คำจำกัดความไว้ว่าภูมิปัญญา หมายถึง ความรู้หรือระบบ
ความรู้ที่มนุษย์ค้นพบหรือคิดค้นขึ้น เพื่อให้ดำรงค์ชีวิตอยู่อย่างมั่นคง ปลอดภัย มีความสะดวกสะบาย สงบสุข
และบันเทิงใจในวิถีของชีวิตของกลุ่มชนแต่ละกลุ่ม เราจะพบ ภูมิปัญญาในด้านต่าง ๆ มากมาย เช่น ภูมิปัญญา
ในการสร้างที่อยู่อาศัย ภูมิปัญญาในการทำมาหากิน ภูมิปัญญาในการการผลิตถนอมอาหาร ภูมิปัญญาเกี่ยวกับ
การดูแลสุขภาพอานามัย ภูมิปัญญาในการสร้างความสัมพันธ์และความมั่นคงปลอดภัยของครอบครัวและสังคม
ภูมิปัญญาในวิถีชีวิต ของแต่ละกลุ่มชนอาจมีทั้งคล้ายคลึงกันและแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความเป็นมา ทาง
ประวัติศาสตร์ สภาพแวดล้อมและลักษณะทางวัฒนธรรมนอกจากนี้ความเป็นมาในวิถีชีวิตกลุ่มชนอาจมีการ
สั่งสม ปรับเปลี่ยนและสืบทอดต่อ ๆ กันมาหลายชั่วคน ภูมิปัญญาบางอย่างอาจรับถ่ายทอดมาจากกลุ่มชนอื่น
      มนุษย์ใช้ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารซึ่งกันและกัน ดังนั้นภาษาจึงเป็นสิ่งที่แสดงถึงภูมิปัญญาของมนุษย์
ลักษณะของภูมิปัญญาดังกล่าวมีทั้งภูมิปัญญาด้านนามธรรมและรูปธรรมดังนี้
      ๑. ภูมิปํญาในการใช้คำ
             การเลือกสรรถ้อยคำในการแต่งคำประพันธ์ทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง ทำให้เกิดความไฟเราะ
ทั้งทางด้านเสียงและความหมาย
                 ๑.๑ ความไฟเราะด้านเสียงพัยญชนะสัมผัส การเลือกสรรคำที่มีเสียงเดียวกัน สัมผัสกัน
ทำให้เกิดความไพเราะ ซึ่งแสดงถึงภูมิปัญญาของผู้ประพันธ์ เช่น                              

                                  กระเต็นกระตั้วตื่น         แตกคน
                          ยูงยองยอดยูงยม                 โยกย้าย
                          นกเปล้านกปลีปน                  ปลอมแปลก กันนา
                          คลํ่าคลิ้งโคลงคล้าย               คู่เคล้า คลอเคลีย
                                                                                                  
 (ลิลิตตะเลงพ่าย)
                
                 ๑.๒ ความไพเราะด้านเสียงสัมผัส การแต่งคำประพันธ์มีกลวิธีในการแต่งหลากหลายที่จะทำ
ให้คำประพันธ์มีความไพเราะยิ่งขึ้น การใช้คำที่มีเสียงสระเดียวกันก่อให้เกิดเสียงสระสัมผัส นอกจากจะทำให้
คำประพันธ์มีความไพเราะแล้วยังแสดงถึงภูมิปัญญาของผู้ประพันธ์อีกด้วยเช่น

                                  ดูงูขู่ฝูดฝู้                  พรูพรู
                       
 หนูสู่รูงูงู                             สุดสู้
                        งู้สู้หนูหนูสู้งู                         งูยังอยู่
                        หนูรู้งูงูรู้                              รูปทู้มูทู
                                                                                        (กาพย์ห่อโลหะโคลงนิราศธารทองแดง)
               
                ๑.๓ ความไพเราะด้านเสียงวรรณยุกต์ การเล่นเสียงวรรณยุกต์ นอกจากจะทำให้คำประพันธ์ไพเราะ
แล้วยัีงสะท้อน ถึงภูมิปัญญาของผู้ประพันธ์เช่นเดียวกัน เช่น

                       ต้อยตะริดติ๊ดตี่เจ้าพี่เอ๋ย         จะละเลยเร่รอนไปนอนไหน
                  แอ่อี๊อ้อยสร้อยฟ้าสุราลัย             แม้นเด็ดได้แล้าไม่ร้างไปห่างเชย
                                                                                                     (พระอภัยมณ๊)
     ๒. ภูมิปัญญาในสำนวนไทย
              สำนวน หมายถึง ถ้อยคำหรรือโวหารที่มีความหมายให้ผู้ฝังได้ขบคิด สำนวนต่าง ๆ มักเป็น
สิ่งที่มนุษย์คิดขึ้นใช้เพื่อสื่อสารกันและเป็นสิ่งที่นำมาจากประสบการณ์ สิ่งแวดล้อม และสิ่งที่พบเห็นอยู่
ในชีวิตประจำวันโดยทั่วไป ได้แก่

         ๒.๑ สำนวนที่เกี่ยวกับสัตว์แต่นำมาเปรียบเทียบกับพฤติกรรมของมนุษย์ เช่น

กระต่ายสามขา
หมายถึง
ยืนกรานไม่ยอมรับ
ระต่ายหมายจันทร
หมายถึง
ผู้ชายที่หมายผู้หญิงที่มีฐานะสูงกว่า
กาคาบพริก
หมายถึง
ลักษณะของคนผิวดำที่แต่งตัวด้วยเสื้อผ้า สีเขียว แดง
ยื่นหมูยื่นแมว
หมายถึง
แลกกันโยต่างฝ่ายต่างให้แล้วรับในเวลาเดียวกัน
เต้นแรงเต้นกา
หมายถึง
แสดงอาการดีอกดีใจหรือสนุกสนานด้วยการโดดโลดเต้น
รู้อย่าเปิด
หมายถึง
ไม่รู้จริงสักอย่างเดียว

          ๒.๒ สำนวนที่เกี่ยวกับประเพณีที่นำมาเปรียบกับพฤติกรรมของมนุษย์ เช่น
ขนทรายเข้าวัด
หมายถึง
การทำบุญกุศลโดยวิธีนำหรือขนทรายไปก่อพระเจดีย์ที่วัด
หาประโยชน์ให้ส่วนร่วม
ก่อกรรมทำเข็น
หมายถึง
ก่อความเดือดร้อนให้ร่ำไห้
ชายสามโบสถ์
หมายถึง
ผู้บวชแล้วสึก 3 หนใช้คำพูดเชิงตำหนิว่าเป็นคนที่ไม่น่าคบ
ปิดทองหลังพระ
หมายถึง
ทำความดีแต่ไม่มีใครเห็นและไม่ได้รับการยกย่อง

           ๒.๓ สำนวนที่เกี่ยวกับของเครื่องใช้ที่นำมาเปรียบกับพฤติกรรมของมนุษย์ เช่น
หอกข้างแคร่
หมายถึง
คนใกล้ชิดที่อาจคิดร้ายขึ้นมาเมื่อไรก็ได้
หักด้ามพร้ามด้วยเข่า
หมายถึง
หักโหมเอาด้วยกำลัง
ขวาผ่าซาก
หมายถึง
โผงผางไม่เกรงใจใคร

          ๒.๔ สำนวนที่เกี่ยวกับพืชและอาหารที่นำมาเปรียบเทียบพฤติกรรมของมนุษย์ เช่น
ขิงก็ราข่าก็แรง
หมายถึง
ต่างจัดจ้านพอๆ กัน อารมณ์ร้อนพอๆ กัน ไม่ยอมลดละกัน
เด็ดบัวไม่ไว้ใย
หมายถึง
ตัดขาด ตัดญาติขาดมิตร
ตาเป็นสัปรด
หมายถึง
มีพรรคพวกที่คอยสอดส่ิองเหตุการณ์ให้อยู่รอบข้าง
แตงเถาตาย
หมายถึง
หญิงหม้ายที่มีอายุมาก
ถึงพริกถึงขิง
หมายถึง
เผ็ดร้อนรุนแรง
ข้าวแดงแกงร้อน
หมายถึง
บุญคุณ
ขนมผสมน้ำยา
หมายถึง
พอดี
ขมิ้นกับปูน
หมายถึง
ชอบวิวาทกันอยู่เสมอเมื่ออยู่ใกล้กัน

        ๒.๕ สำนวนที่มาจากวรรณคดีไทยและนำมาใช้เปรียบกับพฤติกรรมของมนุษย์เช่น
ช้างงารี
หมายถึง
เกะกะเกเร มาจากวรรณคดีไทยเรื่องรามเีกียรติ์
ลูกทรพี
หมายถึง
ลูกที่ใจคอโหดร้าย ฆ่าได้ทั้งพ่อแม่โดยไม่เกรงกลัวบาป
มาจากวรรณคดีไทยเรื่องรามเกียรติ์
ชักแมาน้ำทั้งห้า
หมายถึง
พูดให้เพลิดเพลิน มาจากวรรณคดีเรื่อง ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก
กัณฑ์กุมาร
น้ำบ่อน้อย
หมายถึง
น้ำลาย มาจากวรรณคดีไทยเรื่องรามเกียรติ์
ศรศิลป์ไม่กินกัน
หมายถึง
ทั้งสองฝ่ายต่างทำอะไรกันไม่ได้ มาจากเรื่องรามเกียรติ์

         ส่วนสำนวนไทยที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมีมากมาย สิ่งที่นำมาเปรียบเป็นสำนวนมักเป็นสิ่งที่คนทั่วไปรู้จักกันดี
เมื่อสื่อสารกันแล้วสามารถเข้าใจได้ง่าย และสำนวนเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมของกลกุ่มชนที่แสดงถึง
ภูมิปัญญาของกลุ่มชนนั้น

    ๓. ภูมิปํญญาสร้างภาพพจน์
            การสื่อสารกันของมนุษย์นอกจากจะใช้ภาษาที่สื่อสารกันอย่างตรงไปตรงมาแล้วมนุษย์ยังแสดง
ภูมิปัญญาในการเลือกสรรถ้อยคำในการเปรียบเทียบ พรรณนา เพื่อให้ผู้ฟังและผู้อ่านเข้าใจความหมาย และ
เห็นภาพพจรน์ในสิ่งที่ต้องการสื่อสาร การสร้างภาพพจน์เพื่อให้เกิดความต้องอลังการทางภาษามีหลายวิธีดังนี้
           ๓.๑ การเปรียบเทียบแบบอุปมา คือ การนำสิ่งหนึ่งที่รู้จักกันดีในสังคมและวัฒนธรรมของคนมาเปรียบ
เทียบกันเพื่อให้เห็นภาพพจน์และเข้าใจความหมายได้ดียิ่งขึ้น โดยใช้คำว่า เหมือน ดัง ดั่ง ราว ราวกับ เพียง
เฉกเช่น ประหนึ่ง ดุจ เสมอ เสมือน ปาน ฯลฯ เช่น

       ถัดชายตลิ่งปานว่านิรมิตไว้นี้ และมองเลยขึ้นไปก็ทวีความเพลิดเพลินมิรู้เบื่อ มีป่าไม้เป็นขนัด
ไปทางเหนือสะพรึบพรั่งด้วยพฤษาชาติดาษดา มียอดเยี่ยมฟ้า บ้างใบหนาเป็นพุ่มใหญ่ บ้างสูงเรียว
มีใบเขียวอย่างมรกตสดสะอาดเย็นนัยน์์ตา บ่างแตกดอกออกช่อตามสาขา ดูดั่งดวงมณี เชิดเด่น
เป็นช่อๆ บางทีก็โน้มเข้ารวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ แล้วก็แหวกเป็นช่องเป็นแนวทางในกลางวนันดร และ
เห็นโล่งโปร่งตลอดตอนไปกระทั่งถึงถูกเขาอันงามยวนตาใจเหลือพรรณนา กอปรด้วยแก้วมณีศิลา
อ่อนขาวสะอาด
มีพรรณไม้ต้นเตี้ย ๆ ขึ้นเป็นพืดเพียงว่าอากาศเป็นผืนผ้าม่านเนื้อบาง มรบุปผชาติ
เป็นดอกดวงปกคลุมอยู่ แต่ที่ตอนหนึ่ง อันวันว่างจากสุมทุมพุมไม้และหินผาปานว่าจะแหวกทางไว้
ให้แก่กัน
ที่ตอนนั้นคือ แม่น้ำมีกระแสไหลเอื้อย ๆ เป็นทางไปคล้ายแสงดาวเดียรดาษในท้องฟ้า
ทอดลำลงไปสู่สระมหามณฑล

          ๓.๒ การเปรียบเทียบแบบอุปลักษณ์ เป็นการเปรียบเทียบตรง ๆ โดยใช้คำกริยา "เป็น คือ"
นำหน้าข้อความที่จะนำมาเปรียบเทียบ เช่น      

       ปืนไม้ก็ฆ่าได้
เห็นเป็นปืนจริงใช่ปืนไม้
ปลิดชีวิตคนได้เป็นผักปลา
แล้วขยี้ใบไม้ทาให้กลับฟื้น

                                              (ศักดิ์สิริ มีสมสืบ, ๒๕๓๑ : ๑๙)


          ๓.๓ การเปรียบเทียบแบบเกินความจริงหรืออคติพจน์ เป็นการพรรณนาเปรียบเทียบที่เกินความ
เป็นจริง แต่เปรียบเทียบเพื่อให้ผู้อ่านเกิดความซาบซึ้งและประทับใจ เช่น

           ตราบขุนคีรี            ขาดสลาย แลแม่
    รักบ่หายตราบหาย          หกฟ้า
    สุริยันจันทรขจาย           จากโลก ไปฤา
    ไฟแล่นล้างสี่หล้า           ห่อนล้างอาลัย
                                                             (นิราศนครินทร์)
          
           ๓.๔ การเปรียบเทียบแบบบุคลาธิฐาน เป็นการเปรียบเทียบโดยนำสิ่งที่ไม่มีชีวิตให้มีอากัปกิริยา
และความรู้สึกนึกคิดเหมือนกับบุคคล เช่น

        โอ้มิ่งไม้ทายทักมาชักชวน
ดอกหนึ่งยวนดอกหนึ่งย้ำความใหญ่ยิ่ง
คือความกล้าจะฝ่าไปไม่ประวิง
กับความกริ่งเกรงขามความขลาดกลัว
                                                   (เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์, ๒๕๓๒ : ๑๔๕)
    
                การสร้างภาพพจน์ในภาษาไทย เป็นการสร้างความอลังการทางภาษาเพื่อให้เกิดความไพเราะ
ทั้งทางด้านคำและความหมาย การสร้างภาพพจน์โดยการเปรียบเทียบด้วยวิธีการต่าง ๆ นอกจากจะทำให้
ผู้รับสารเข้าใจความหมายแล้ว ยังช่วยให้ผู้รับสารเกิดภาพพจน์จนทำให้เข้าใจเรื่องที่ฟังหรืออ่านได้ง่ายขึ้นนับว่า
เป็นการแสดงภูมิปัญญาในการใช้ภาษาของผู้สื่อสารและรับสารที่มีปฎิสัมพันธ์อยู่ในสังคมและวัฒนธรรมเดียว
         
        ๔. ภูมิปัญญาในการใช้ภาษาสื่อความคิดของมนุษย์

             ภาษาไทยบางคำนอกจากสื่อความหมายโดยตรงตามรูปคำแล้ว คำบางคำผู้สื่อสารยังสื่อความคิด
ในด้านต่าง ๆ โดยการสื่อความคิดดังกล่าวมักจะเป็นการสื่อความคิดโดยนัย เช่น

         ทินกรก่ายเกี้ยว         เมียงบัว
บัวบ่บานหุบกลัว                  ภู่ย้ำ
ภุมรีภมรมัว                        เมาซราบ บัวนา
ซอนนอกในกลีบกลํ้า           กลิ่นกลัว
                                                                (ลิลิตพระลอ)

          โครงข้างต้นกล่าวถึงดวงอาทิตย์ส่องแสงต้องดอกบัวบาน ดอกบัวก้ยินยอมบานเพราะเกรงแมลงภู่
ยังคงมัวเมาในรสเกสรอยู่ ซอกซอนทั้งนอกกลีบในกลีบเพื่อเชยชมกลิ่นเกสร
          การถอดความดังกล่าวเป็นการถอดความตามความหมายของคำแต่ในความหมายแฝงหมายถึง
บทอัศจรรย์ระหว่างพระลอกับเพื่อพระแพง
          การแสดงความคิดโดยนัยมีแต่เพียงวรรณคดีเท่านั้น กวีนิพนธ์ร่วมสมัยในยุคปัจจุบันก็มีการแสดง
ความคิดเห็นโดยนัยเช่นเดียวกัน เช่น

                                                                     ช่อฟ้า
                                                       ตะลุ่มตุ้มเม้ง ตุ้มเม้ง
                                         เรื่อยเรื่อยแล้วรัวเร่งอยู่รื่มรื่ม
                                         ยํ่าค่ำกระหึ่มครื้มทั่วหมู่บ้าน
                                         เป็ดห่านยกขบวนกลับเล้า
                                         เสียงระงมขรมเคล้ากลองระฆัง
                                         เสียงกระดึงวัวงานกังวานมา
                                         จากทางดินสีดำอันช่ำชุ่ม
                                         คนตุ่มต้อยตามกระตุ้นวัว
                                         วัวตื่นตัวส่ายหัวกระดึงดัง
                                         ตัวโน้มตัวนั้นส่ายหัว
                                         กระดึงก็เร็วรัวกังวานดัง
                                         ครั้นระฆังย่ำค่ำสิ้นเสียงขรม
                                         กระดึงวัวก็ระงมอยู่ลำพัง
                                                   เหนือแนวกระท่อมซอมแซมซ่อเห็นช่อฟ้า
                                         ยังคงเด่นเป็นสง่าในฟ้าเทา
                                         แววดาวขับวาวช่อฟ้า
                                         กระท่อมน้อยก้มหน้าในงึมเงา
                                         พอเดือนพราวก็เพิ่มวาวแก่ช่อฟ้า
                                         กระท่อมน้อยยังก้มหน้าอยู่เงียบงัน
                                         เด็กน้อยเมียงูดูตู้กับข้าว
                                         หวานคาวเพียบพร้อมสารพัน
                                         ใช้สินะ วันพระ...เช้าพรุ้งนี้
                                         เด้กเอ๋ยเปิดฝาชีก็มือสั่น
                                                                                            (ศักดิ์ศรี มีสมสืบ, ๒๕๓๑ : ๘๒-๘๓)
                         


              ร้อยกรองดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคมชนบท โดยเฉพาะวิถีชีวิตของชาวไทยการใช้คำ
สื่อความหมายมิได้สื่อความหมายแบบโดยตรงแต่เพียงอย่างเดียว ในบางวรรคยังใช้ถ้อยคำที่สื่อถึงแนวคิด
ในเชิงสัญญลักษณ์อีกด้วย เช่น
                     

"กระท่อมซอมซ่อ"
"กระท่อมน้อยยังก้มหน้าในงึมเงา"
"กระท่อมน้อยยังก้มหน้าอยู่เงียบงัน"  


          คำว่า "ก้มหน้า" เป้นคำกริยาที่ใช้กับคน การนำมาใช้กับคำว่า "กระท่อม" นั้น ผู้เขียนต้องการ
สื่อถึงชาวชนบทโดยทั่วไปที่ชอบทำบุญทำทานโดยเฉพาะการไปทำบุญที่วัด เพราะเชื่อว่าการสร้างบุญกุศล
จะทำให้ตนได้ขึ้นสวรรค์ ผู้แต่งใช้คำว่า "ช่อฟ้า" เหนือแนวกระท่อม" เด่นเป็นสง่า" "แวววาว" ซึ่งเป็นสิ่งที่พึง
มองเห็น แต่ในขณะเดียวกันชาวบ้านโดยทั่วไปมิได้มองความสำคัญของเด็กที่กำลังหิวโหย เพราะอุตดมคติ
ของชาวบ้านโดยทั่วไปนั้นต้องทำบุญกับวัดเท่านั้น ซึ่งผู้แต่งได้ให้คำที่เป็นสัญญลักษณ์และเสียดสีประชด
ประชั่นว่า "ก้มหน้า" อันหมายถึงการงมงายอยู่ในความคิดเก่าๆ ไม่เปลี่ยนแปลง
          งานสื่อความหมายโดยนัยมิได้มีแต่ในวรรณคดีและวรรณคดีและวรรณกรรมร่วมสมัยเท่านั้น ในสังคม
ท้องถิ่นก็ยังมีการใช้ถ้อยคำที่เป็นสัญญลักษณ์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของคนที่มีอยู่ตามท้องถิ่นต่าง ๆ
เช่นเดียวกัน

                                       เพลงกล่มเด็กอีสาน
                               นอนสาหล่าหลับตาแม่สิก่อม
                          แม่ไปไฮ่สิเอาไข่มาหา
                          แม่ไปนาสิเอาปลามาต้อน
                          แม่เลี้ยงหม่อนอยู่ป่าสวนหม่อน
                          แม่ไปไฮ่เห็นไก่เขี่ยมา
                          แม่ไปนาเห็นควายกินกล้า
                          เห็นกระแตไต่ขอน
                          จอนฟอนไต่ไม้ส่าว
                          แม่หม้ายเฮ็ดเพศเหลือตัว
                          หมากน้ำเต้าห้อยแก่วงฝาเฮือน


           เพลงกล่อมเด็กดังกล่าวมิได้สะท้อนแต่สภาพความเป็นอยู่และวิถีชีวิตของคนไทยในภาคอีสานเท่านั้น
แต่การใช้คำที่ปรากฎยังแสดงถึงภูมิปัญญาอันสำคัยที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมของคนอีกด้วย
          เพลงกล่อมเด็กยังแสดงทัศนะบางประการของคนไทยอีสานที่มีต่อ "แม่หม้าย" ในทำนองตำหนิว่า"
แม่หม้ายเฮ็ดเพศเหลือตัว " หรือกล่าวเสียดสีแม่หม้่ายว่ามีพฤติกรรมยั่วผู้ชายหรือให้ท่าผู้ชายจนออกนอกหน้า
ไม่รู้จักวางตัว ทั้ง ๆ ที่ตนเองก็แก่จนนมยานห้อยโตงเตงเหมือนลูกน้ำเต้าที่ห้อยแก่วงอยู่ข้างฝาเรือนแล้ว

    สรุป

         ภาษาถิ่น เป็นภาษาทใช้ผูดและสื่อสารกันภายในกลุ่มชนและเป็นภาษาที่แตกต่างจากภาษามาตรฐาน
ภาษาถิ่น นอกจากจะสะท้อนวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มชนแล้วยังมีส่วนสำคัญในการบันทึกเรื่องราว
ต่าง ๆ อันได้แก่ วรรณกรรมท้องถิ่น ภาษาถิ่นโดยทั่วไปมิได้ใช้สื่อสารกันเฉพาะกลุ่มเท่านั้น ภาษาถิ่นยัง
ส่งอิทธิพลไปยังภาษาถิ่นอื่น ๆ และภาาามาตรฐานในขณะเดียวกันก็รับอิทธิพลมาจากภาษาอื่นเช่นเดียวกัน
ทั้งนี้เนื่องจากกลุ่มชนต่าง ๆ มีปฎิสัมพันธ์กันอยู่ตลอดเวลา
        ภาษา คือ สิ่งที่มีมนุษย์ใช้สื่อสารกันโดยทั่วไป และการเลือกสรรถ้อยคำ สำนวน การสร้างภาพพจน์
ตลอดจนสื่อความคิดล้วนสะท้อนให้เห็นวัฒนธรรมทางภาษาและภูมิปัญญาของผู้สื่อสารและผู้รับสาร
 

            

หน่วยการเรียนที่