E-Student
E-learning
หน้าหลัก
สาระการเรียนรู้
การเปลี่ยนแปลงของภาษา
หน่วยต่อไป

  จุดประสงค์ทั่วไป
      
๑. เข้าใจธรรมชาติของภาษา
      ๒. เข้าใจการเปล่ยนแปลงของภาษา

จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
      ๑.อธิบายธรรมชาติของภาษาได้
      ๒.อธิบายปัจจัยและกระบวนการเปลี่ยนแปลงของภาษาได้

เนื้อหาสาระ
         ภาษาคือสิ่งที่มนุษย์กำหนดขึ้นเพื่อใช้สื่อสารกันในกลุ่มโดยธรรมชาติแล้วภาษามิได้เกิดขึ้นเอง
มนุษย์ใช้สัญลักษณ์แทนความหมายของสิ่งต่าง ๆ แตกต่างกันไป และภาษามีการเปลี่ยนแปลงไปตาม
กาลเวลาด้วยปัจจัยด้านต่าง ๆ ในการออกเสียง การกลายเสียง และความเจริญก้าวหน้าทางวิชาการ

ธรรมชาติของภาษา
           ภาษาอาจรวมถึงภาษาผูด ภาษาเขียน หรือภาษาที่เป็นร้อยแก้วและร้อยกรอง ภาษาคือสิ่งที่แสดง
เอกลักษณ์และวัฒนธรรมของกลุ่มชน ซึ่งอาจคล้ายกันและแตกต่างกันไปตามโครงสร้างของสังคมนั้นๆ
ไม่ว่าจะเป็นภาษาใด ๆ ก็มีสิ่งที่หน้าสังเกตอันเป็นเอกลักษณะธรรมชาติของภาษาอยู่หลายประการดังนี้
           ๑. ภาษาทุกภาษาย่อมมีระบบเสียง การสร้างความและการเรียงคำให้เป็นประโยค เพื่อใช้ในการสื่อสารในกลุ่มของตน
           ๒. ภาษาเป็นสัญลักษณฺเฉพาะกลุ่มที่ต้องเข้าใจตรงกัน ทั้งในเรื่องเสียง คำประโยค และความหมาย
           ๓. ภาษามิได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เป็นสิ่งที่มนุษย์ในสังคมแต่ละกลุ่มกำหนดขึ้นมาเพื่อ
ใช้สื่อสารในกลุ่มเดียวกัน
           ๔. ภาษานอกจากจะใช้สื่อสารในกลุ่มเดียวกันแล้ว ในบางครั้งภาษายัง
มีอธิพลต่อภาษาของ
กลุ่มชนอื่น ๆ อีกด้วย ทั้งนี้เพื่อให้คำใช้ในการสื่อสารมากขึ้น
           ๕. ภาษามีววัฒนาการและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา หากกลุ่มชนแต่ละกลุ่มมีการติดต่อ
สื่อสาร และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน
           ๖. ภาษามีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาทั้งในด้านระบบเสียง การใช้คำ ความหมาย เช่น
การยืมคำภาษาอื่นมาใช้ในภาษาของตน การใช้คำทับศัพย์ ตลอดจจนการบัญญัติคำศัพท์แทน ภาษาอื่น
เป็นต้น
           ๗. ภาษาที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงคือภาษาที่ไม่มีใครใช้ผูดกันแล้วเราเรียกว่าภาษาตาย ได้แก่
ภาษาบาลี สันตกฤต ลาติน กรีก เป็นต้น

           ๘. ภาษาูผูุดมักเกิดขึ้นก่อนภาษาเขียน เพราะภาษาพูดเป็นภาาาที่ใช้สื่อสารได้ง่าย และรวดเร็ว
และสามารถใช้สื่อสารกันได้โดยตรง
           ๙. ภาษาเขียนคือสัญลักษณ์ที่ใช้แทนเสียง และเขียนขึ้นเพื่อถ่ายถอดความรู้ความคิดของ ผู้ต้อง
การ สื่อสาร
การเปลี่ยนแปลงทางภาษา
            การเปลี่ยนแปลงทางภาษาเป็นธรรมชาติของภาษาที่ยังไม่ตาย มักมีคนผูดว่าการนำภาษา
ไปใช้สื่อสารในบางโอกาสที่ทำให้เสียงเปลี่ยนไปตามความหมายเปลี่ยนไปตามภาษาวิบัติ ภาษาคงไม่มี
การวิบัติตราบที่ภาษานั้นยังใช้สื่อสารเข้าใจ แต่น่าจะเป็นวิวัฒนาการของภาษามากกว่าการวิบัติการเปลี่ยน
แปลงของภาษามีหลายกรณีเช่น การเปลี่ยนแปลงด้านเสียง คำ ความหมาย และไวยากรณืโดยมีปัจจัย
และกระบวนการเปลี่ยนแปลง ดังนี้
            ๑. ปัจจัยที่ทำให้ภาษามีการเปลี่ยนแปลง
                ภาษามักมีการเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติ เพราะมีการใช้ภาษาสื่อสารกันอยู่ทุกวัน ภาษาที่มี
การเปลี่ยนแปลงได้เร็วคือภาษาพูด อาจจะได้รับอิทธิพลจากสื่อมวลชนหลายสาขา สำหรับภาษาเขียน
อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงช้ากว่า เพราะภาษาเขียนมักจะได้รับอธิพลความก้าวหน้าทางวิชาการ อย่างไร
ก็ตามมีปัจจัยที่ทำให้ภาษามีการเปลี่ยนแปลงหลายประการ ดังนี้
            ๑.๑ ปัจจัยด้านการออกเสียง
                  เสียงในภาษาเฉพาะภาาาไทยประกอบด้วยเสียงพยัญชนะ เสียงสระ และเสียงวรรณยุกต์ คำบางคำยืมมาจากภาษาอื่น ๆ การออกเสียงแตกต่างไปจากเสียงในภาษาไทย เพื่อความสะดวกในการ
ออกเสียงจึงมีการเปลี่ยนแปลงเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งจะช่วยให้การออกเสียงง่ายขึ้นดังเช่น
              การแผลง เป้นการเปลี่ยนแปลงรูปคำหรือเสียงให้ต่างไปจากเดิม ลักษณะของการแผลงคำ
ได้แก่ การแผงสระ การแผลงพยัญชนะ และวรรณยุกต์ เช่น
                
           
                            การแผลงสระ

ประโมทย์
เป็น
ปราโมทย์
ชย
เป็น
ชัย
จังหรีด
เป็น
จิ้งหรีด
วชิร
เป็น
วิเชียร
พัชร
เป็น
เพชร
รพี
เป็น
รำไพ
ศาลา
เป็น
ศาล
ตาปู
เป็น
ตะปู
ตาวัน
เป็น
ตะวัน
รวิ
เป็น
รวี
นีติ
เป็น
เนติ
พีช
เป็น
พืช
พิเราะ
เป็น
ไพเราะ
พิศาล
เป็น
ไพศาล
วิตาล
เป็น
เพดาล
คุง
เป็น
ดง
สาธุ
เป็น
สาธร

                            การแผลงพยัญชนะ

กะท้อน
เป็น
กระท้อน
แข็ง
เป็น
กำแหง
ขมอง
เป็น
สมอง
ขาว
เป็น
สกาว
จลาด
เป็น
ตลาด
ชาญ
เป็น
ชำนาญ
ชเล
เป็น
ทะเล
ช้าง
เป็น
ช้าง
ถนิม
เป็น
สนิม
ตารา
เป็น
ดารา
ตรุณ
เป็น
ดรุณ
ผสม
เป็น
ประสม
ผชุม
เป็น
ประชุม

                           การแผลงวรรณยุกต์                         

จึง
เป็น
จึ่ง
ดัง
เป็น
ดั่ง
เทห
เป็น
เท่ห์
เลห
เป็น
เล่ห์
เสนน
เป็น
เสนห์
เป็น
บ่

        นอกจาการแผลงแล้วการใช้ภาษาสื่อสารในปัจจุบัน ผู้สื่อสารมักออกเสียงง่าย ๆ เข้าใจกัน ในกลุ่มเช่น

อย่างไร
เป็น
ยังไง
อย่างนี้
เป็น
ยังงี้
อย่างนั้น
เป็น
ยังงั้น
หรือ
เป็น
รื
ทำไม
เป็น
ทำมะ
มหาวิทยาลัย
เป็น
มหาลัย
                    
         ปัจจัยในการออกเสียงโดยเฉพาะภาษาพูดมีการเปล่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เนื่องจาก มนุษย์สัมผัส
กับการเปลี่ยนแปลงสื่อเทคโนโลยีทีี่่มีวิวัฒนาการไปตามกระแสสังคมโลก อยู่ตลอดเวลา
         ๑.๒ ปัจจัยด้านผู้สื่อสาร ผู้สื่อสารในที่นี้หมายถึงผู้ส่งสารกับผู้รับสาร ซึ่งสื่อสารซึ่งกันและกัน
และสิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภาษามีการเปลี่ยนแปลงคือเพศ อายุ การศึกษา อาชีพ ชนชั้นสังคม และชาติพันะธุ์
                    

     เพศ
 เพศ ผู้ที่ใช้ภาษาในการสื่อสารมีทั้งเพศชายและเพศหญิง การสื่อสาร ซึ่งกัน
ย่อมมีการ เปลี่ยนแปลงไปตามเพศำบางคำที่ใช้เฉพาะเพศเช่นผมกระผม
นาย อั๊ว เฮีย ข้า สามี ใช้สื่อสารกัน เฉพาะกลุ่มผู้ชาย และ ฉัน ดิฉัน เธอ
ป้า น้า ภรรยา ใช้สื่อสารกันเฉพาะกลุ่มผู้หญิงหรือแม้แต่คำอื่น ๆผู้ชายจะ
สื่อสารกับผู้หญิงก็มั่กจะเลือกสรรถ้อยคำที่สุภาพและเหมาะสม กับเพศ

    อายุ
  อายุ อายุเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ภาษามีส่วนเปลี่ยนแปลง เพราะคนที่มีอายุ
แตกต่างกันย่อม ใช้ภาษาต่าง ๆ บ้างตาม การเปลี่ยนแปลง ของสังคม คนรุ่นปู่
ย่า ตา ยายอาจจะใช้ภาษาอีกแบบหนึ่งแต่เด็กรุ่นหลานอาจจะใช้ภาษา
อีกแบบหนึ่ง ซึ่งคนรุ่นเก่า ๆ อาจจะไม่รู้จัก ไม่เข้าใจ โดยเฉพาะคำแสลง
                 
                                  
ภาษาเดิม
ภาษาแสง
ความหมาย
เหนื่อย
เมื่อยตุ้ม
เหนื่อย
หัวเราะ
ฮาตรึม
เสียงหัวเราะ
สนุกสนาน
มันส์
สนุกมาก
ฉวยโอกาส
มั่วนิ่ม
ฉวยโอกาสผสมผเสไปด้วย
สวยมาก
จ๊าบ
สวยสะดุดตา สวยมาก

          นอกจากคำแสลงที่เด็กวัยรุ่นนำมาใช้กันมากแล้ว ยังมีภาษาปากที่คนแต่ละวัยคิดและรับอธิพล
มาจากสื่อต่าง ๆ ซึ่งนับว่ามีส่วนสำคัญทำให้ภาษามีการเปลี่ยนแปลงมากยิ่งขึ้นเช่น
                  
ภาษาปาก
ความหมาย
ชุดใหญ่
ชุดสากล
กลับบ้านเก่า
ตาย
กำพร้าเมีย
ร่างเมีย
ของกล้วย ๆ
ง่าย ๆ
ข้าวลิง
อาหารที่ประทังความหิวเมือยามขาดแคลน
เขี้ยวลากดิน
มีเล่ห์เหลี่ยมมาก
คืนจอ
หวนกลับมาแสดงภาพยนต์อีกครั้ง
ชักกะแด่ว
ชักดิ้น
เซย์กู๊ดบาย
บอกลา
เซียงกง
เก่า มักเรียกย่านเครื่องยนต์เก่า
เป๊ะ
ตรงจุดพอดี

   การศึกษา
การศึกษา ระดับการศึกษาของผู้สื่อสารและผู้รับสารและผู้รับสาร
ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้ภาษา มีการเปลี่ยนแปลงพราะผู้มีการศึกษาสูงย่อม
รับภาษา ที่แสดงถึงความก้าวหน้าทางวิชาการมาใช้ และประยุกตืให้เข้า
กับวัฒนธรรมของตน โดยเฉพาะการยืม การทับศัพท์ เป็นต้น

   อาชีพ
 อาชีพ ในสังคมหนึ่ง ๆ มีบุคคลที่ประกอบอาชีพแตกต่างกันออกไป ภาษาที่ใช้สื่อสารกันเฉพาะ กลุ่มหรือกลุ่มอื่น ๆ ที่อยู่ในสังคมเดียวกัน
เข้าใจกันได้ เช่น
    ภาษาของนักการเมือง เช่นเกาะติด หวงเก้าอี้ เผด็จการ ปลุกระดม ร่วมพรรค
แนวร่วม เสียบ ชี้นำ คำบาตร ใบเหลือง ใบแดง คืนหมาหอนตาเขียว แกนนำ  
      ภาษากลุ่มนักกีฬา เช่น ฟาดแข้ง ค้าแข้ง หน้าต่าง (ด้านข้างประตูฟุตบอล) ใช้ในกีฬา
      เหนี่ยว(วอลเลย์บอล) ฝัง(วอลเลย์บอล) ลูกหวาย ลูกหนัง ลูกยางแบเบอ์ื เป็นต้น

        ชนชั้นทางสังคม
 ชนชั้นทางสังคม  ภาษามีการเปลี่ยนแปลงไปตามชนชั้นของสังคม เพราะบุคคลในสังคมมีระดับชนชั้นแตกต่างกัน ได้แก่ ชาวไร่ ชาวนานักธุรกิจ
ข้าราชการในระดับต่าง ๆ ตลอดจนราชวงศ์
กลุ่มชาวไร่ชาวนาก็จะใช้ภาษา
ธรรมดาที่ใช้สื่อสารกันในชีวิตประจำวัน โดยทั่วไป นักธุรกิจก็จะใช้ภาษา
ที่เป็นกึ่งทางการเป็นทางการ และภาวะเฉพาะกิจแตกต่างกันไป
และในขณะเดียวกันข้าราชการทุกหน่วยงานก็ต้องใช้ภาษาที่เป็นทางการมากกว่าระดับอื่น ๆและคำศัพท์
ที่ใช้กับพระมหากษัตริย์ และราชวงศ์องค์อื่น ๆ ก็ต้องใช้คำราชาศัพท์ลดหลั่นกันไปตามฐานันดรศักดิ์

     ชาติพันธุ์

ชาติพันธุ์ กลุ่มชาติพันธ์ก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้ภาษามีการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะ สำเรียง
ของ กลุ่มชนในท้องถิ่นต่าง ๆ ในแต่ละภาคาษาไทยถิ่น และภาษากลาง ถูกนำ
มาประสมกัน ซ้อนกัน เป็นคำใหม่
ๆนแต่ละท้องถิ่นมีมากน้อยแตกต่างกัน แต่ลักษณะดังกล่าวก็เป็น ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ภาษามีการเปลี่ยนแปลง

        ๑.๓ ความเจริญก้าวหน้าทางวิชาการ สังคมยิ่งเจริญมากเท่าใดคำที่ใช้ในสังคมก็ยิ่งมีเพิ่มมากขึ้น
เท่านั้น ความเจริญก้าวหน้าทางวิชาการส่งผลให้เกิดผลิตผลและสิ่งใหม่ ๆ มากขึ้นนั้นหมายถึงคำและภาษา
ก็ต้องเพิ่มขึ้นด้วยคู่กันไป มนุษย์พยายามคิดค้นวิธีการที่จะสื่อสารกันได้เข้าใจและสัมพันธ์กับการเปลี่ยน
แปลง ของสังคม คำบางคำที่เกิดขึ้นมาใหม่มักจะเกิดจากการยืมคำภาษาอื่น ๆ มาใช้ การใช้คำทับศัพท์
หรืออาจ จะมีการบัญญัติศัพท์ขึ้นมาใช้ให้เข้ากับวัฒนธรรมของตน
           กล่าวโดยสรุปแล้ว ภาษามีการเปลี่ยนแปลงอยู่ดลอดเวลาโดยที่มนุษย์คิดค้นหาวิธีนำมาใช้
สื่อสารกันในกลุ่ม นับว่าเป็นการผสมผสานวัฒนธรรมทางภาษาอย่างหนึ่งที่สัมพันธ์กับความเจริญ ทางสังคม
และสื่อเทคโนโลยีต่าง ๆ อีกด้วย

         ๒. กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางภาษา
             
 การเปลี่ยนแปลงทางภาษาเกิดจากปัจจัยหลายประการดังได้กล่าวไปแล้วข้างต้นและปัจจัย
ดังกล่าวทำให้ภาษามีกระบวนการเปลี่ยนแปลงดังนี้

              ๒.๒.๑ การกลายเสียง คำในภาษาไทยบางคำมิได้ออกเสียงตามรูปคำ และมีเสียงบางเสียงสูญหายไป เช่น   
            

พรรษา
ออกเสียง
พัน-สา
ภรรยา
ออกเสียง
พัน-ยา
มรรยาท
ออกเสียง
มัน-ยาด
บรรพชา
ออกเสียง
บัน-พะ-ชา

                 จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นว่ามีการสูญเสีย "ร" หรือใช้คำบางคำมีการกร่อนเสียง เช่น

หมากม่วง
กลายเป็นเสียง
มะม่วง
หมากพร้่้่าว
กลายเป็นเสียง
มะพร้าว
หมากนาว
กลายเป็นเสียง
มะนาว
หมากขาม
กลายเป็นเสียง
มะขาม
หมากปราง
กลายเป็นเสียง
มะปราง

                    นอกจากนี้คำบางคำเพิ่มเสียงเช่น

กะแทก
เพิ่มเสียงเป็น
กระแทก
กัน
เพิ่มเสียงเป็น
กำนัน
แข
เพิ่มเสียงเป็น
แถง
ขจาย
เพิ่มเสียงเป็น
กระจาย

            ๒.๒ การยืมคำ การยืมคำภาษายื่นเข้ามาใช้ในภาษาไทยมีมาช้านานทั้งภษาบาลีและสันสกฤต
ภาษาเขมร ภาษาจีน เพราะสังคมไทยมีการติดต่อสัมพันธ์กับจีนและเขมรมาช้านาน อีกทั้งไทยยังได้
รับอธิพลของภาษาบาลีและสันสกฤตมาจากพุทธศาสนา การรับวัฒนธรรมของชนชาติอื่น ๆ เข้ามาผสม

ผสานกับสังคมไทยในอดีตและปัจจุบัน สิ่งหนึ่งที่เข้ามากับกระวัฒนธรรมดังกล่าวคือ ภาษา
                    ภาษาบาลีและสันสกฤต คนไทยยืมคำบาลีและสันสกฤตเข้ามาในภาษาไทยมานานแล้ว
คำที่ใช้ในภาษาไทยทั้งภาษาทางการ และกึ่งทางการ เช่น

บาลี
สันสกฤต
นิจจา
นิตยา
สัจจะ
สัตย์
วิชา
วิทยา
กัญญา
กันยา
ฐิติ
สถิติ
ถาวร
สถาวร
เขต
เกษตร
ปัญญา
ปรัชญษ
จุฬา
จุฑ
กีฬา
กรีฑา
อิทธิ
ฤทธิ
ขมา
กษมา

                    ภาษาเขมร คำที่ยืมมาจากภาษาเขมรมีใช้ในทุกระัดับ ทั้งภาษาที่ใช้เป็นภาษากึ่งทางการ
ภาษาทางการ และคำราชาศัพท์ เช่น กระบือ เขม่า เผด็จ ขนม ขจร กังวล เผอิญ สำราญ กระทรวง กระแส
ธำรงค์ กำธร เสวย เรียม บรรทม ดำเินิน เป็นต้น
                   ภาษาจีน ภาษษจีนมีอธิพลต่อภาษาไทยมาก โดยเฉพาะการยืมคำนำมาใช้ประเทศไทย
กับประเทศจีนมีการติดต่อข้าขายกันมานานตั้งแต่สมัยโบราณจึงทำให้ไทยเราได้รับอิทธิพลภาษาจีนมา
ยาวนาน และน่าจะนานที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับภาษาอื่น ๆ เช่น หมึก ไพ่ ก๋วยเตียว เต้าเจี้ยว ซีอิ๊ว
เฉาก๊วย เต้าฮวย คะน้า ไชเท้า ไชโป๊ บะหมี่ เก้าอี้ โต๊ะ ตู้ ตะหลิว เป็นต้น
         ๒.๓ คำศัพท์บัญญัติ การบัญญติศัพท์เป็นการเปลี่ยนแปลงทางภาษาประการหนึ่งซึ่งได้รับอธิพล
มาจากภาษาอื่น ๆ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ที่แสดงถึงวิวัฒนาการทางภาษาที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา
ศััพท์ทางวิชาการ สื่อสารและเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาในสังคมไทยจะถูกนำไปใช้อยู่ระยะเวลาหนึ่ง
หลังจากนั้น ก็ต้องมีการคิดคำขึ้นมาทดแทนคำเดิม อาจทดแทนโดยการแปลความหมายหรือบัญญัติขึ้น
จากเสียงของสิ่งนั้นก็ได้ เช่น

ศัพท์บัญญัต
ค่าเดิม
กล้องจุลทรรศน์
microscop
กล้องโทรทรรศน์
telescope
กายภาพ
physical
กิจกรรม
activity
เกลือ
salt
เกษตรศาสตร์
agriculture
ข้อมูล
data
คณบดี
dean
คณิตศาสตร์
mathematics
คติชาวบ้าน
folklore
คลื่นวิทยุ
rodio wave
ความถี่
frequency
เคมี
chemistry
เครื่องกล
machine
โครงการ
project
โฆษก
speaker
เค้าโครง
outline
เครื่องยนต์
engine
คณิตกรณ์ ,คอมพิวเตอร์
computer
ส่วนชุดคำสั่ง,ซอฟต์แวร์
software
ส่วนเครื่องฮาร์แวร์
hardware
เมาส์
mouse
จอภาพ
moniter
แฟ้ม
file
หน่วยความจำ
memory
จินตภาพ
image
จุลสาร
brochure
ชาติพันธ์
cthnos
เชิงอรรถ
footnole
ดาวเทียม
satellite

ศัพท์บัญญัติ
คำเดิม
ทศวรรษ
decade
ทางด่วน
express way
โทรทัศน์
television
โทรศัพท์
telephone
ธนาคาร
bank
นวนิยาย
novel
นิตยสาร
context
นันทนาการ
recreation
บรรทัดฐาน
norm
บริษัท
company
บรรณานุกรม
bibliograply
แผนที่
map
สัมมนา
seminar

       ๒.๔ คำทับศัพท์ การเขียนการทับศัพท์ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที้่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของภาษา
และทำให้มีภาษาต่างประเทศใช้ในภาษาไทยมากขึ้น โดยเฉพาะคำทับศัพท์นั้นจะออกเสียงและเขียน
พยัญชนะสระตามเสียงของคำเดิม อาจจะตัดพยัญชนะบางตัวที่ไม่จำเป็นออกและอาจมีเสียงวรรณยุกต์
ตามรูปศัพท์เดิมก็คงเสียงนั้นไว้ เช่น

คำทับศัพท์
คำเดิม
กราฟ
graph
ก๊อบปี้
copy
กอล์ฟ
golf
กาแฟ
coffee
การ์ตูน
cartoon
คริสต์มาส
christmas
ครีม
cream
คลีนิก
clinic
คุกกี้
cookie
โควต้า
quota
ชอล์ก
chalk
แชร์
share
แท๊กซี่
taxi
บาสเกตบอล
baskctball
โปรตีน
protein
พลาสติก
plastic
แฟชั่น
fashion
วอลเลย์บอล
valleyball
วัคซีน
vaccinc
สแลง
slang
เสิร์ฟ
serve

            คำทับศัพท์ที่อยู่ในภาษาไทยปัจจุบันมักเป็นคำที่นิยมมาจากภาษาอังกฤษฝรั่งเศษ เยอรมัน
และภาษาอื่น ๆ ในแถบตะวันตก คำทับศัพท์บางคำราชบัณฑิตยสถานได้นำไปบัญญัตคำขึ้นมาใช้ใหม่
แต่ด้วยความเคยชินความสะดวกในการออกเสียง และการนำไปใช้ในการสื่อสารต่างชาติแล้วเข้าใจกัน
ง่ายก่วา คนโดยทั่วไปจึงนิยมใช้คำทับศัพท์มากกว่าคำบัญญัติ

            สรุปสาระสำคัญ
                
ภาษาไทย ที่ใช้สื่อสารในปัจจุบันมีทั้งภาษาผูดและภาษาเขียนและเป็นสัญญลักษณ์ที่มนุษย์
สร้างขึ้นเพื่อสื่อสารซึ่งกันและกัน โดยธรรมชาติแล้วภาษามีทั้งระบบเสียงและความหมายภาษาต้องมี
การเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยมีปัจจัยมาจากการออกเเสียงของผู้สื่อสาร เพศ อายุ การศึกษา
อาชีพ ชนชั้นทางสังคม ชาติพันธุ์ ตลอดจนความก้าวหน้าทางวิชาการ ซึ่งจะต้องนำศัพท์ใหม่ ๆ ทันสมัยอยู่
เสมอ ๆ และกระบวนการเปลี่ยนแปลงของภาษานั้นก็มีหลากหลายประการ ได้แก่ การกลายเสียง เพื่อ
ความสะดวกในการออกเสียง การยืมคำของประเทศอื่นมาใช้โดยยืมมาทั้งคำและนำมาสร้างคำใหม่ขึ้่น
โโยการสมาส สนธิ บัญญัติคำศัพท์ขึ้นมาใช้แทนคำเดิม และเขียนทับศัพท์คำเดิมเลยเพื่อความสะดวก
ในการออกแบบเสียงและสื่อสารกับชาวต่างประเทศที่ต่างวัฒนธรรมกัน
         

หน่วยการเรียนที่