หน้าหลัก
 

จุดประสงค์ทั่วไป
    ๑. ทราบ ความหมายและประโยชน์ของจดหมายกิจธุระ
    ๒. เข้าใจมารยาทและกลวิธีในการเขียนจดหมายกิจธุระ
    ๓. เข้าใจ เขียนจดหมายกิจธุระได้
    ๔. ทราบ ความหมายและข้อปฏิบัติในการกรองแบบฟอร์ม
    ๕. เข้าใจ ประเภทและคุณสมบัติพื้นฐานของผู้กรอกแบบฟอร์ม
    ๕. ทราบความหมายและประเภทของการเขียนรายงานการปฏิบัติงาน
    ๖. เข้าใจการ เขียนรายงานการปฏิบัติงาน


จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม   
    ๑. อธิบายความหมายและประโยชน์ของจดหมายกิจธุระได้
    ๒. อธิบายมารยาทและกลวิธีในการเขียนจดหมายกิจธุระได้
    ๓. เขียนจดหมายกิจธุระได้
    ๔. อธิบายความหมายและข้อปฏิบัติในการกรองแบบฟอร์มได้
    ๕. อธิบายประเภทและคุณสมบัติพื้นฐานของผู้กรอกแบบฟอร์มได้ถูกต้อง
    ๕. อธิบายความหมายและประเภทของการเขียนรายงานการปฏิบัติงานได้
    ๖. เขียนรายงานการปฏิบัติงานได้

 เนื้อหาสาระ 

      การเขียนจดหมายกิจธุระ เป็นการเขียนเพื่อสื่อสารกันระหว่างบุคคล มีทั้ง
จดหมายส่วนตัว และจดหมายส่วนตัว และจดหมายกิจธุระเกี่ยวกับงาน
      การกรอกแบบฟอร์ม เป็นการกรอกข้อมูลในแบบฟอร์มอมต่างๆที่ใช้ประโยชน์
ในหน่วยงานและบุคคล             
       การเขียนรายงานการปฏิบัติงาน เป็นการนำเสนอผลการปฏิบัติ รวมทั้งแสดง
ความก้าวหน้าในการปฏิบัติงานด้านต่างๆ

การเขียนจดหมายกิจธุระ
           การเขียนจดหมายธุรกิจ หมายถึง จดหมายที่บุคคลเขียนติดต่อกับบุคคลหรือบริษัท ห้างร้าน
หรือองศ์การต่าง ๆ เพื่อแจ้งกิจธุระ เช่น จดหมายลากิจ จดหมายขอความช่วยเหลือ จดหมายขอบคุณ เป็นต้น
            การพิจารณาว่าจดหมายฉบับใดเป็นจดหมายกิจธุระ และฉบับใดเป็นจดหมายส่วนตัว ให้พิจารณา
ที่เรื่องราวที่ติดต่อสื่อสารกัน รูปแบบ และลีลาการใช้ภาษาเป็นสำคัญ

            จดหมายกิจธุระโดยทั่วไปมี ๒ ประเภท คือ
               ๑. จดหมายส่วนตัว จดหมายส่วนตัวเป็นจดหมายที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารกันระหว่างบุคคลกับ
บุคคล เนื้อหาของจดหมายมักจะเป็นเรื่องส่วนตัว ภาษาที่ใช้มักเป็นภาษาง่าย ๆ  ไม่เคร่งครัดใจหลักการเขียน
แต่เป็นภาษาที่เข้าใจกันระหว่างบุคคล เช่น จดหมายถึงเพื่อนจดหมายถึงญาติพี่น้องเป็นต้น

ตัวอย่าง  จดหมายส่วนตัว
                                                                                                    วิทยาลัยเทคนิคนครนายก
                                                                                                    อ.เมือง จ.นครนายก

                                                     ๑๐มีนาคม ๒๕๔๖
ถึง ศศิประภา เพื่อนรัก
        ฉันทราบข่าวจากเพื่อนๆว่า เธอสอบ Entrance เข้ามหาวิทยาลัยได้ และได้เรียนในคณะที่เธอต้องการ
ด้วย ฉันขอแสดงความยินดีด้วยนะ ในปีนี้ฉันไม่ได้ไปสอบ Entrance เข้ามหาวิทยาลัย กับเพื่อนๆ
เพราะฉันสนใจเรียนสายอาชีพมากกว่า และคิดว่าจะเลือกเรียนวิชาเอกที่นำมาใช้งาน ฉันก็เห็นด้วยกับทาน
จึงเลือกเรียนสายอาชีพ
        เธอเป็นอย่างไรบ้าง พบเพื่อนคนอื่นๆ บ้างหรือเปล่า ช่วงปิดเทอมฉันไม่ค่อยพบใครๆ นอกจากเขียน
จดหมายถึงกันบ้าง อย่างไรก็ตาม ฉันก็ขอแสดงความยินดีกับเธออีกครั้ง และขออวยพรให้เธอมีความสุข
กับการเรียน และเรียนจบเร็วๆด้วยนะ

                                                    คิดถึงเสมอ
                                                        รุจิรา

          ๒.จดหมายกิจธุระ เป็นจดหมายติดต่อกิจธุระเรื่องทั่ว ๆ ไประหว่างบุคคลกับบุคคลจดหมายกิจธุระ
ประเภทนี้ จะมีรูปแบบการเขียนที่ถูกต้อง การใช้ภาษาเหมาะสมกับบุคคล และโอกาส เช่น จดหมายลากิจ
ถึงอาจารย์ จดหมายเชิญวิทยากร จดหมายติดต่อขอความร่วมมือ จดหมายขอเข้าชมกิจการหรือดูงาน เป็นต้น

        ตัวอย่าง จดหมายลาป่วย

 

                                                                                                           ๑๙๐หมู่ ๑.อ.องครักษ์
                                                                                                            จ.นครนายก ๒๖๑๒๐
                                                        ๑๒ มีนาคม ๒๕๔๖
       เรื่อง  ขอลาป่วย

       เรียน  อาจารย์ประจำวิชาภาษาไทย
       
               ด้วยกระผม นายแสงสุรีย์ ดวงฉาย นักเรียนแผนกวิชาช่างยนต์ รหัสประจำตัว ๔๕๐๐๒๐๑๒
     ป่วย เป็นไข้หวัดและมีไข้สูง ไม่สามารถมาเรียนได้ กระผมจึงขออนุญาตหยุดเรียน 2 วัน ระหว่าง
     วันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๔๖ ถึง ๑๔ มีนาคม ๒๕๔๖
     จึงเรียนมาเพื่อขออนุญาต

                                                       ด้วยความเคารพอย่างสูง
                                                             แสงสุรีย์ ดวงฉาย
                                                             (แสงสุรีย์ ดวงฉาย)

       ขอรับรองว่าเป็นความจริง

          วีระพงศ์ ดวงฉาย
     (นายวีระพงศ์ ดวงฉาย )
             ผู้ปกครอง         


       

     ตัวอย่าง จดหมายเชิญวิทยากร
                                                                         สำนักงานมูลนิธิ-ชมรมไทยพวน
                                                                         วัดอมรินทราราม แขวงริราช
                                                                         เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ ๑๐๗๗๐
                                                                         โทร ๐-๒๘๖๖-๒๖๘๓ แฟกซ์  ๐-๒๘๖๖-๒๖๘๔

                                             ๙ มกราคม ๒๕๔๕
      เรื่อง  ขอเชิญเป็นวิทยากรงานสัมมนาวิถีชีวิตชาวพวนในประเทศไทย ครั้งที่ ๑
      เรียน  อาจารย์ภาณุพงศ์ อุดมศิลป์
      สิ่งที่ส่งมาด้วย    ๑. โครงการสัมมนาวิถีชีวิตขาวพวนในประเทศ ครั้งที่ ๑ ได้กำหนดจัดงานขึ้น
                            ๒. กำหนดการสัมมนา ๑ ชุด
                
                เนื่องด้วยคณะกรรมการจัดการสัมมนาวิถีชีวิตชาวพวนในประเทศไทย ครั้งที่ ๑ ได้กำหนดจัดงานขึ้น
     ในวันที่ ๒๙-๓๐ มีนาคม ๒๕๔๙ ณ โรงเรียนเมืองเชลียง ตำบลหาดเสียว อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย
    จึงใคร่ขอเชิญท่านเป็นวิทยากรและร่วมสัมมากับวิทยากรที่มีผลงานวิจัยเกี่ยวกับชาวพวนในประเทศไทย

     จากหมาวิทยาลัยและสภาบันราชภัฎของรัฐบาล คณะกรรมการจัดงานสัมมนาใคร่ขอความกรุณาให้ท่าน
     แจ้งตอบรับ การเป็นวิทยากร และส่งบทความเกี่ยวกับงานวิจัยร่วมสัมมนาได้ที่ นายมนตรี วงศ์วิเศษ
     เลขานุการคณะกรรมการจัดงาน สัมมนาบ้านเลขที่ ๓๔/๒๓๓ หมู่บ้านวังทอง ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงสีกัน
     เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ ๑๐๒๑๐ โทร. ๐-๒๕๒๓-๖๑๑๘หรือ ๐-๙๗๗๕-๒๐๙๕ในการสัมมนาครั้งนี้
     ท่านไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

     จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบและแจ้งความประสงค์โดยเร็ว เพื่อความสะดวกในการเตรียมงานคณะกรรม
การจัดงาน
ขอขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้ด้วย

                                                      ขอแสดงความนับถือ
                                                         มนตรี วงศ์วิเศษ
                                                    (นายมนตรี วงศ์วิเศษ)
                                                  เลขานุการและกรรมการ

      ประโยชน์ของจดหมายกิจธุระ
      ๑. จดหมายกิจธุระช่วยให้ผู้ส่งสารและผู้รับสารติดต่อสื่อสารกันง่ายขึ้น และประหยัดค่าใช้จ่าย
      ๒. จดหมายกิจธุระเป็นเอกสารสำคัญในการใช้เป็นหลักฐานในการติดต่อสื่อสารกันระหว่าง หน่วยงาน
ทั้งเอกชนและรัฐบาล ในปัจจุบันถึงแม้ว่าจะมีการใช้โทรศัพท์และติดต่อกันทางอินเทอร์เน็ต ที่สะดวก
และรวดเร็วกว่า แต่บางโอกาสก็จำเป็นต้องใช้จดหมายเพื่อเป็นหลักฐานสำคัญ
      ๓. การใช้จดหมายกิจธุระสามารถสื่อสารเรื่องราวได้อย่างเหมาะสม เพราะการใช้ข้อความที่ดีย่อม
สร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างบุคคลและหน่วยงานด้วย
      ๔. จดหมายกิจธุระอาจจะใช้ติดต่อเรื่องกิจธุระระหว่างบุคคล ซึ่งไม่ต้องการให้บุคคลอื่นทราบก็ได้
      ๕. สามารถแจ้งเรื่องราวต่างๆได้ตามจุดมุ่งหมายของผู้สื่อสาร โดยไม่ต้องกังวลว่าเรื่องจะยาวเกินไป
ผู้ส่งสารควรคำนึงถึงเรื่องราวความชัดเจนของข้อมูลและประโยชน์ที่ได้รับเป็นสำคัญ


มารยาทในการเขียนจดหมายกิจธุระ
        มารยาทในการเขียนจดหมายเป็นสิ่งสำคัญที่แสดงถึงอุปนิสัยและบุคลิกบางประการของผู้เขียน
จดหมายกิจธุระฉบับที่สะอาดเรียบร้อยย่อมแสดงถึงความตั้งใจ ผู้ส่งจดหมาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผู้รับสามารถ
เข้าใจและอาจนำประโยชน์มาสู่ผู้ส่งได้ ดังนั้น การเขียนจดหมายกิจธุระควรมีมารยาทในการเขียนดังนี้

        ๑. ควรเลือกกระดาษสีสุภาพ สะอาดเรียบร้อย มีมาตรฐาน ในปัจจุบันนิยมใช้กระดาษขนาด A4
        ๒. ซองจะต้องมีขนาดที่เหมาะสมกับเอกสารที่จัดส่งและความต้องการของหน่วยงานรวมถึงโอกาส
ที่ใช้ด้วย
        ๓. การเขียนจดหมายกิจธุระ ถ้าเป็นลายมือควรเขียนให้อ่านง่าย ขัดเจน หรือถ้าพิมพ์ด้วยระบบพิมพ์ดีด
และคอมพิวเตอร์ควรให้อ่านง่ายชัดเจน อย่างไรก็ตาม ควรคิดอยู่เสมอว่าข้อความใจจดหมาย จะต้องไม่มี
รอยขูดขีดหรือรอยลบใด ๆทั้งสิ้น
        ๔. เขียนชื่อที่อยู่ผู้รับและผู้ส่งให้ชัดเจน
        ๕. ใช้ภาษาสุภาพ สื่อสารตรงประเด็น ไม่เขียนยาวจนเกินไป
        ๖. ใช้คำขึ้นต้น คำลงท้าย และภาษาในข้อความจดหมายเหมาะสมกับบุคคลและถูกต้อง

ผู้รับ
คำนำหรือคำขึ้นต้น
ตวามหมาย
คำส่งท้าย
บิดามารดา
ญาติผู้ใหญ่
กราบเท้าคุณพ่อที่เคราพ
อย่างสูง

กราบเท้า คุณพ่อคุณแม่
ที่รัก และเคารพ
คุณพ่อ คุณแม่
คุณปู่ คุณตา
-------------------
ลูก หลาน กระผม ดิฉัน

ด้วยความเคราพอย่างสูง
ญาติผู้ใหญ รองลงมา กราบ คุณน้าที่เคารพ
อย่างสูง
กราบ คุณยายที่เคารพ
คุณน้า คุณอา
-------------------
กระผม ดิฉัน
ด้วยความเคารพ
ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ
ครู อาจรย์
กราบเรียน ท่านกำนัน
ที่เคารพ

เรียน คุณครูที่เคารพอย่า่งสูง
อาจารย์
คุณคร ูท่าน
--------------------
กระผม ดิฉัน
ด้วยความเคราพอย่างสูง

ด้วยความเคารพ
พระภิกษุ มนัสการ พระเสริม ฐานวโร ท่าน คุณท่าน
-------------------
กระผม ดิฉัน
ขอนมัสการด้วนตวาม
เคารพอย่างสูง
ขอนมัสการด้วยความเคารพ
บุคคลทั่วไป เรียน ดิฉัน ผม กระผม ขอแสดงความนับถือ

กลวิธีในการเขียนจดหมายกิจธุระ
        การเขียนจดหมายโดยทั่วไป จะมีองศ์ประกอบ ๓ ส่วน คือส่วนนำ เนื้อหา และส่วนท้าย ซึ่งกลวิธี
การเขียนจดหมายกิจธุระมีด้งนี้
        ๑. การเขียนส่วนนำ
        ส่วนนำของจดหมายกิจธุระ ประกอบด้วย ที่อยู่ วันที่ เรื่อง และเรียน
        การเขียนที่อยู่จะต้องถูกต้องและชัดเจน เพื่อความสะดวกแก่ผู้รับ หากต้องการติดต่อกลับ
        วัน เดือน ปี ให้เขียนเหมือนจดหมายทั่วไป คือ เขียนเลขวันที่ ชื่อเดือนเขียนชื่อเต็ม และเลขปี พ.ศ.
เช่น ๑๐ มีนาคม ๒๕๔๖
        เรื่อง จะต้องแจ้งชื่อเรื่องของจดหมายให้ชัดเจนในกรณีที่เป็นจดหมายธุระเกี่ยวกับงาน เช่น
ขอเชิญวิทยากร ขอลากิจ จดหมาขอบคุณ
        เรียน ถ้าเป็นจดหมายถึงเพื่อน อาจเขียนขึ้นต้นด้วยภาษาง่ายๆ ไม่เป็นพิธีการ แต่ถ้าเป็นธุระจะต้อง
คำนึงถึงความถูกต้องและเหมาะสมกับบุคคล

        ๒. การเขียนเนื้อเรื่อง
        การเขียนเนื้อเรื่องในจดหมายกิจธุระอาจจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และเรื่องของจดหมาย เช่น
ถ้าต้องการส่งจดหมายเชิญวิทยากร จะต้องแจ้งวัตถุประสงค์ของการเชิญว่าเชิญมาเพื่ออะไร เมื่อไร เวลาอะไร
หรือในขณะที่เดียวกัน อาจจะต้องส่งกำหนดการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้ผู้รับจดหมายทราบรายละเอียดก่อน
ตัดสินใจตอบรับ
        ภาษาที่ใช้ในจดหมายกิจธุระ ถ้าเป็นจดหมายกิจธุระเกี่ยวกับงาน จะต้องใช้ภาษา สุภาพ ข้อความกะทัดรัด
สื่อความหมายชัดเจน ผู้รับอ่านแล้วเข้าใจง่ายและตรงประเด็น
        ๓. การเขียนส่วนท้าย
        การเขียนส่วนท้ายในจดหมายกิจธุระก็เช่นเดียวกับจดหมายทั่วไป คือ จะต้องเลือกใช้ให้ถูกต้อง
และเหมาะสม กับสถานภาพของผู้รับ แต่ถ้าเป็นจดหมายถึงเพื่อนอาจจะไม่เคร่งครัดมากนัก
การกรอกแบบฟอร์ม
           การกรอกแบบฟอร์ม คือ การกรอกข้อความลงในเอกสารต่างๆ ที่หน่วยงานหรือบุคคลทั้งภาครัฐ
และเอกชนจัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง เอกสารแบบฟอร์มโดยทั่วไปจะต้องใช้ภาษาที่อ่านแล้ว
เข้าใจง่าย ไม่ใช้คำถามมากจนเกินไป และต้องอำนวยความสะดวกแก่ผู้กรอก แบบฟอร์ม โดยการเว้นช่องว่าง ให้เขียนหรือทำเครื่องหมายต่างๆไว้อย่างเหมาะสม

        ข้อควรปฏิบัติในการกรอกแบบฟอร์มโดยทั่วไป

    ๑. ตรวจสอบแบบฟอร์มว่าถูกต้องและตรงกับจุดมุ่งหมายในการใช้หรือไม่
           ๒. ควรอ่านข้อความในแบบฟอร์มให้เข้าใจกรอกข้อความ

           ๓. ถ้ามีคำอธิบายหรือคำแนะนำในการกรอกแบบฟอร์ม ควรศึกษาให้เข้าใจเสียก่อน
           ๔. เขียนด้วยลายมือให้ชัดเจน ถูกต้อง สะอาด เรียบร้อย
           ๕. กรอกข้อความตามความเป็นจริง                
           ๖. การเขียนข้อความในแบบฟอร์มควรใช้ภาษากะทัดรัด                 
           ๗. ตรงตามจุดมุ่งหมายของแบบฟอร์มนั้นๆในกรณีที่แบบฟอร์มให้กรอกข้อความแสดง ความคิดเห็น
ควรกรอกข้อความให้ครบทุกรายการ

           ๘. การกรอกข้อความในแบบฟอร์ม
           ๙.
ไม่ควรมีรอยลบหรือขีดทับข้อความใดๆหรือถ้าเป็นเอกสารเกี่ยวกับการเบิกเงิน ต้องมีลายมือชื่อ
     
           กำกับรอยลบนั้นด้วยทุกที่
          ๑๐. ตรวจสอบข้อความที่กรอกเสร็จแล้วอีกครั้งหนึ่ง เพื่อความถูกต้อง
                                         ฯลฯ

๑. แบบฟอร์มที่ใช้ในการติดต่อกับหน่วยงาน
แบบฟอร์มประเภทนี้ หน่วยงานจะเป็นผู้จัดทำขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่มาติดต่อ หรือใช้บริการ
แบบฟอร์มดังกล่าวอาจเป็นเอกสารสำคัญที่มีผลทางกฎหมาย การกรอกข้อมูลจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไข
ของหน่วยงาน การจัดเตรียมเอกสารแบบฟอร์มดังกล่าวนอกจาก จะอำนวยความสะดวกแก่ผู้มาติดต่อแล้ว
ยังเอื้อประโยชน์ต่อหน่วยงานด้วย เพราะสะดวก ในการจัดเก็บและเป็นหลักฐานสำคัญของหน่วยงานอีกด้วยเช่น

       การกรอกแบบฟอร์มที่ใช้ในการติดติดกับหน่วยงานผู้กรอกจะต้องทำความเข้าใจละนักศึกษาลักษณะ
แบบฟอร์มก่อนว่าเป็นฟอร์มแบบใด กรอกแบบฟอร์มเพื่ออะไร  ศึกษาคำแนะนำให้เข้าใจและกรอกแบบฟอร์ม
ให้ครบถ้วน


. แบบฟร์อมที่ผู้อื่นขอความร่วมมือให้กรอก
        แบบฟร์อมประเภทนี้ เป็นแบบฟร์อมที่บุคคลหรืองานราชการและหน่วยงานภาคเอกชน ขอความร่วมมือ
ให้บุคคลโดยทั่วไปกรอกข้อมูล เพื่อนำไปใช้ประโยชน์บางประการ เช่น ทำวิจัยเพื่อนำไปปรับปรุงหน่วยงาน
ของตนเอง เช่น

      ๑. แบบสอบถามของบริษัทห้างร้าน
      ๒. แบบสอบถามงานวิจัย
      ๓. แบบสำรวจข้อมูลต่างๆ ของหน่วยงานราชการ
                                        ฯลฯ

        การกรอกข้อมูลในแบบฟร์อมดังกล่าว  ถ้ามีคำอธิบายควรอ่านคำอธิบายให้ละเอียด และทำความเข้าใจ
กับแบบฟร์อม กรอกข้อมูลให้สมบูรณ์ครบถ้วน และตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง

๓. แบบฟร์อมที่ใช้ภายในหน่วยงาน 
  
แบบฟร์อมที่ใช้ในหน่วยงานเป็นเอกสารที่ใช้เขียนเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ บุคคลกรในหน่วยงานและเป็น
อกสารสำคัญที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานของฝ่ายหรือแผนกต่าง ๆ ในหน่วยงาน เช่น ฝ่ายการเงิน และพัสดุ
ฝ่ายการเงินเจ้าหน้าที่ และฝ่ายธุรการ เอกสาร แบบฟร์อมต่างๆ จะถูกเก็บไว้เป็นหลักฐานสำคัญ และความเป็น
ระเบียบเรียบร้อยในการปฏิบัติงานของหน่วยงาน เช่น

     ๑. แบบฟร์อมใบลา
     ๒. แบบฟร์อมขอเบิกเงินค่ารักษาพยาบาล
     ๓. แบบฟร์อมใบสมัครสมาชิกต่างๆ ของบุคลากร
     ๔. แบบฟร์อมประเมินโครงการ บุคลากร และอื่นๆ
     ๕. แบบฟร์อมขอกู้เงิน
    
                                     ฯลฯ
๔. แบบฟร์อมสัญญา  แบบฟร์อมสัญญาเป็นเอกสารที่มีผลทางกฎหมายระหว่างบุคคลหรือหน่วยงานการกรอก
 แบบฟร์อม สัญญาต่าง ๆ ควรอ่านรายละเอียดให้เข้าใจก่อนลงมือเขียน หนังสือสัญญาจะต้องจัดทำขึ้นไม่น้อย
กว่า ๒ ฉบับ  ข้อมูลทุกฉบับเหมือนกัน และให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเก็บไว้เป็นหลักฐานคนละ ๑ ฉบับผู้กรอกแบบฟร์อม
สัญญาจะต้องอ่านรายละเอียดของเงื่อนไขหรือข้อผูกพันต่างๆ อันมีผลทางกฎหมายให้เข้าใจตรงกันเสียก่อน
ก่อนที่จะลงลายมือชื่อ ซึ่งอาจจะเกิดปัญหาภาคหลัง เช่น
            แบบฟร์อมสัญญาจะซื้อจะขาย
            แบบฟร์อมสัญญาจ้าง
            แบบฟร์อมสัญญากู้เงิน แบบฟร์อมสัญญาเช่น

คุณสมบัติพื้นฐานของผู้กรอกแบบฟอร์ม
       การกรอกแบบฟอร์มชนิดต่างๆ ดังที่กล่าวข้างต้น ผู้กรอกจำเป็นต้องมีคุณสมบัติขั้นพื้นฐาน ดังต่อไปนี้
(สายใจ ทองเนียม , ๒๕๔๕:๑๙๗๑๙๘)
       ๑. มีความรู้ ความเข้าใจทั่ว ๆไปเกี่ยวกับเรื่องที่จะต้องกรอก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความรู้เกี่ยวกับ
ตนเอง เช่น วัน เดือน ปี เกิด ภูมิสำเนา นามบิดา มารดา หรือนามปู่ ย่า ตา ยาย ชื่อและที่อยู่ของบุคคล ที่
ใกล้ชิด เมื่อจำเป็นต้องอ้างถึง กรุ๊ปเลือด โรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยา กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะกรอก
เรื่องราวและเหตุการณ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ความรู้เหล่านี้ จะทำให้การกรอกข้องมูลไม่ผิดพลาด และช่วย
ป้องกันการเสียผลประโยชน์ของตนเองหรือเกิดความเสียหายในการรวบรวมข้อมูล

       ๒. มีความสามารถทางภาษา คือ คือสามารถอ่านข้อความและตีความในแบบฟอร์มได้ถูกต้อง
โดยตลอดเข้าใจความต้องการของแบบฟอร์มนั้นว่า ต้องการให้กรอกข้อความใดลงในช่องใดเช่น
ในแบบฟอร์มบางแบบจะมีช่องให้กรรอกเหตุผล ผู้กรอกจะเข้าใจว่าหมายถึงเหตุผลอะไรเช่นแบบฟอร์ม
การขออนุญาติใช้รถ เราต้องเห็นถึงความจำเป็นว่า ต้องการใช้รถเพื่อการปฎิบัติงาน อันเป็นประโยชน์สำหรับ
องค์กรนั้น
           ในกรณีผู้กรอกข้อความไม่แน่ใจว่า ตนเองเข้าใจหรือตีความในแบบฟอร์มนั้นได้ถูกต้องหรือไม่
อย่าเดา ควรถามผู้รู้
        ๓. มีความซื่อตรง การกรอกแบบฟอร์มทุกชนิด ผู้กรอกควรให้ความจริงเสมอ ไม่ควรกรอกข้อความ
ที่เป็นเท็จ เพราะจะทำให้เกิดผลเสียอย่างน้อย ๒ ประการ คือ
             ๓.๑ เสียผลประโยชน์ตน เช่น ถ้าเราเดินทางไปต่างจังหวัด หากใช้ชื่อและที่อยู่ไม่ตรงตามความ
เป็นจริงในการกรอกแบบฟอร์มเข้าที่พักที่โรงแรม เมื่อเกิดของเสียหายขึ้นเราไปแจ้งความแม้ตำรวจจับขโมยได้
ก็เกิดปัญหาในการรับของคืน หรือกรณีเกิดอุบัติเหตุจนเราไม่สามารถให้ข้อมูลใด ๆ ผู้อื่นก็ไม่มีทางติดต่อญาติ
ของเราได้
            ๓.๒ เสียประโยชน์ผู้อื่นหรือประโยชน์ส่วนรวม เช่น กรอกแบบสอบถามโดยให้ข้อมูลที่ไม่ตรง
ความจริง ผลที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลก็คลาดเคลื่อน หากนำไปใช้ในการว่างแผนงานก็เกิดการผิดผลาด
ปางครั้งอาจเกิดผลเสียหายร้ายแรงอย่างประมาณไม่ได้
         ๔. มีความรับผิดชอบ แบบฟอร์มหลายชนิดไม่มีผลที่ก่อให้เกิดพันธะการกฎหมายแก่ผู้กรอกก็จริง
แต่ผู้กรอกจำเป็นต้องมีความรับผิดชอบต่อข้อความที่ตนกรอกลงไป ตัวอย่างในการกรอกแบบสอบถามของ
ชมรมวิทยาศาสตร์ที่ถามว่า สมาชิกมีความประสงค์จะไปทัศนศึกษา ณ ที่ใด เมื่อเราเราให้คำตอบไปว่า
ต้องการไปสถานที่นั้น ๆ เมื่อทางชมรม หรือเมื่อเราได้รับแบบฟอร์มมา เราก็ไม่ควรละเลยไม่ตอบไม่ส่งคืน
ไปยังผู้สอบถาม และไม่ควรตอบอย่างเสียไม่ได้ หรือไม่ควรทำเป็นเรื่องเล่น ๆ ลายมือที่กรอกก็ควรให้อ่านง่าย
ชัดเจน และสอาด
        ๕. มีความรอบครอบ การกรอกแบบฟอร์มบางอย่างนั้น ต้องอาศัยความประณีตและความรอบครอบ
เป็นอย่างยิ่ง มิฉะนั้นจะเกิดผลเสียหายแก่ตนเองได้ เช่น ในการกรอกสัญญากู้ยืม สัญญาค้ำประกัน สัญญา
ซื้อของเงินผ่อน ผู้กรอกแบบฟอร์มต้องดูจำนวนเงินให้แน่นอนตรงกันทั้งตัวเลขและตัวอักษร รวมทั้งระยะเวลา
ในการชำระเงินและเงื่อนไขอื่น ๆ ก็ต้องดูอย่างรอบครอบด้วย
          ในกรณีที่ผู้อื่นกรอกแทนให้ เราก็ต้องอ่านดูให้ถูกต้องแน่นนอนเสียก่อนหากผิดผลาดแล้วอาจเกิด
ความยุ่งยากหรือเกิดผลเสียภายหลังได้ เช่น การแจ้งชื่อในใบสูติบัตร ทะเบียนบ้าน ต้องดู ตัวสะกด การันต์ ให้้ถูกต้อง ถ้าเจ้าหน้าที่เขียนผิด ต้องทักท้วงแก้ไขทันที หากปล่อย  ถ้าเจ้าหน้าที่เขียนผิด ต้องทักท้วงแก้ไข
ทันที หากปล่อยไปเท่ากับยอมรับชื่อที่เขียนผิดนั้น

การเขียนรายงานการปฎิบัติงาน    
           การเขียนรายงานการปฎิบัติงาน หมายถึง การเขียนเพื่อนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการปฎิบัติงานให้
ผู้บังคับ บัญชาทราบ และการนำเสนอเร่องราวที่มีการศึกษา ค้นดว้า หรือวิจัย เพื่อรายงานความก้าวหน้า
และผลของการศึกษาวิจัย
           ประเภทของการเขียนรายงานโดยทั่วไป
         
  การจัดประเภทของรายงานโดยทั่วไป ปรีชา ช้างขวัญยืน (๒๕๓๖ : ๑๔๗ - ๑๕๑) ได้แบ่งประเภท
ของรายงานไว้หลายลักษณะ โดยจำแนกตามหน้าที่ จำแนกตามช่วงเวลา จำแนกตามความยาว จำแนก
ความสำคัญ จำแนกตามความสัมพันธ์ระหว่างผู้อ่านกับผู้เขียน จำแนกตามวิธีนำเสนอจำแนกตามเนื้อหา
และจำแนกตามรูปแบบของรายงาน ในที่นี้จะกล่าวถึงการจำแนกประเภทของรายงานตามช่วงเวลา ซึ่ง
มี ๓ ประเถทดังนี้
         ๑. รายงานตามวาระ หมายถึง รายงานที่กำหนดระยะตายตัว เช่น รายงานการเงิน ประจำเดือน
รายงานประจำปี เป็นต้น
         ๒. รายงานความก้าวหน้า เป้นรายงานซึ่งเล่าเรื่องที่เกิดในอดีตช่วงหนึ่ง เช่น ความเป็นมาของโครงการ
และความหวังว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้างในอนาคต มักเป็นการประเมินสถานภาพของโครงการผู้ควบคุมโครงการ
ต้องการรายงานความก้าวหน้าของกิจกรรมที่กำลังดำเนินอยู่ เช่นความก้าวหน้าของโครงการวิจัย รายงาน
ความก้าวหน้าในการลาไปปฎิบัติงานมักขึ้นต้นด้วยการสรุปความก้าวหน้าในอดีต ให้รายละเอียดความก้าวหน้า
ในช่วงหนึ่ง พร้อมสรุป ข้อเสนอแนะ ที่เกิดขึ้นจริงและสรุปสิ่ง ที่จะเกิดขึ้นเมื่อสิ้นสุดโครงการ
         ๓. รายงานเฉพาะกิจ เป็นรายงานซึ่งทำขึ้นเพื่อแก้ปัญหาพิเศษ ไม่ใช้เหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นตามปกติ
รายงานชนิดนี้หากต้องทำหลายครั้งในเหตุการณ์เดียวกันมักจะลำดับความก้าวหน้าของเหตุการณืด้วย
          วิธีการเขียนรายงานการปฎิบัติงาน
           
การเขียนรายงานตามประเภทต่าง ๆ พอสรุปวิธีการเขียนออกได้ ๒ วิธี ดังนี้
           ๑. การเขียนรายงานแบบไม่เป็นทางการ เป็นการเขียนรายงานอย่างสั้น ๆ เพื่อเสนอข้อเท็จจริง
ในการดำเนินการหรือนำเสนอเนื้อของความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ
             การเขียนเป็นทางการมีลักษณะดังนี้
             ๑. ส่วนำหรือบทนำ เป็นการเขียนอธิบายเกี่ยวกับจุดประสงค์ในการทำรายงานบอกขอบเขตของเรื่อง
ที่จะรายงานให้ชัดเจนว่ามีขอบเขตเพียงไรก่อนนำผู้อ่านไปสู่ขั้นตอนของเนื้อหา      
       
      ๒. ส่วนเนื้อหา การเขียนเนื้อหาของรายงาน จะต้องคำนึงถึงความถูกต้อง ความครบถ้วนของข้อมูล
ในการอภิปรายรายงาน ลักษณะของเนื้อหารายงานจะต้องเสนอประเด็นปัญหาและสาเหตุไปตามลำดับ
ขั้นตอน เพื่อมิให้ผู้อ่านเกิดความสับสน ซึ่งเป็นประโยชนฺ์ในการแสดงความคิดเห็นและชี้แนะร่วมกัน
             ๓. ส่วนสรุป เป็นส่วนท้ายของรายงาน หรือเป็นการสรุปจากข้อมูลที่นำมาเสนอรายงานทั้งหมด
รวมทั้งข้อเสนอแนะ การเขียนรายงานแบบไม่เป็นทางการอาจนำเสนอในรูปแบบบันทึกจดหมาย หรือ
บทความก็ได้ ดั้งนั้นจะต้องมีลายมือชื่อของรายงานการเขียนรายงานแบบไม่เป็นทางการเป็นการรายงาน
เหตุการณ์และเร่องราว อย่างสั้น ๆ ว่าเป็นเร่องอะไร เกิดที่ไหน อย่างไร ดั้งนั้น ในการรายงานการปฎิบัติงาน
อาจจะมีแบบฟอร์มที่สถาบัน หรือหน่วยงานจัดทำขึ้นก็ได้ เพื่อความสะดวกในการรายงาน หรืออาจจะรายงาน
ในลักษณะบทความเพื่อให้บุคลากรได้รับทราบผลของการปฎิบัติงานต่าง ๆ ก็ได้

             ตัวอย่าง การรายงานผลการปฎิบัติงาน "ผลการประชุมสัมมนาวิถีชีวิตไทพวนในประเทศไทย    

                                       สัมมนาวิถีชีวิตไทพวนในประเทศไทย
                                                                                        ภาณุพงษ์ อุดมศิลป์
                                                                    ภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก
       
            เมื่อวันที่ ๒๙ -๓๐ มีนาคม ๒๕๔๕ ผู้เขียนได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรในการสัมนาวิถีชีวิต
ไทพวนในประเทษไทย ครั้งที่ ๑ ณ โรงเรียนเมืองเชลียง ตำบลหาดเสี้ยว อำเภอศรีสัชชนาลัย
จังหวัดสุโขทัย ในการนี้นับว่าเป็นครั้งแรกที่ชาวไทพวนพบปะสังสรรค์กันโดยการจัดสัมมนาเชิงวิชาการ
ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากนักวิชาการเชื้อสายไทพวนบุคคลอื่น ๆ ที่สนใจวิถีชีวิตของชาวไทพวน
บุคคลอื่น ๆ ที่สนใจชีวิตของชาวไทพวนและชาวบ้านไทพวนทีเดินทางมาจาก ๑๙ จังหวัดทั่วประเทศ
           จากการอภิปรายประวัติความเป็นมาของชาวไทพวนในอดีต พอสรุปได้ว่า เมืองพวนเคยเป็น
อาณาจักรที่รุ่งเรืองในอดีต แต่ถูกกวาดต้อนมายังประเทศไทยตั้งแต่ปลายสมัยกรุงธนบุรีและ
รัตนโกสินทร์ตอนต้น เป็นเหตุให้เมืองพวนในประเทศลาวในปัจจุบันแทบจะไม่มีชาวพวนเลย คงมีแต่
ไทลื้อ และไทกลุ่มอื่น ๆ และถ้าศึกษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ก็จะพบว่า ชาวไทพวนถูกทหารไทย
กวาดต้อนมาเป็นเชลยศึกหลายครั้ง และจัดให้อาศัยอยู่ตามเมืองชั้นในต่าง ๆ ในบริเวณภาคกลางของ
ประเทศไทย ไทพวนในภาคกลางจัดเป็นเลกลาวไพร่หลวง และมัีสภาพทางสังคมแตกต่างกันออกไป
เช่น เลกลาวกองส่วย เลกลาวกองโค เลกลาวกองนา และเลกลาวกองช้าง เป็นต้น
           การอพยพของชาวไทยพวนในแต่ละครั้งเป็นการอพยพแบบยกครัว เชลยศึกจึงประกอบด้วย
ข้อมูลนายไพร่ ขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรมต่าง ๆ อาจมอใช้เพียงการสืบทอดจากถิ่นฐานเดิม
แต่อาจเป็นสิ่งที่ติดตัวมากับกลุ่มชนในอดีตกาลและสืบสร้างเอกลักษณ์ต่อไปชุมชนใหม่ในสังคมไทย กวีผู้มีความรู้เรื่องอ่านเขียนวรรณคดีก็สร้างต้นฉบับตัวเขียนด้วยภาษาไทยน้อย และเอกษรธรรม หรือที่เรียกกันว่าหนังสือผูก เนื้อเรื่องส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับธรรมะและนิทานชาดก นับว่าเป็นวรรณคดี
ท้องถิ่นที่มีบทบาทสำคัญต่อกลุ่มไทพวนโดยตรง
           ในการสัมมนาครั้งนี้ได้เสนอบทความเรื่อง บทบาทและหน้าที่ของวรรณกรรมนิทานไทพวน
ต่อสังคมไทพวน และพยายามชี้ให้เห็นว่าชาวไทพวนในเขตอำเภอปากพลีจังหวัดนครนายกเป็นชาวไท
พวนที่ถูกกวาดต้อนมาในฐานะเฉลยศึกและมีสถานภาพเป็นเลกลาวกองส่วย ซึ่งถูกเกณฑ์แรงงาน
อยู่ตลอด เวลา แต่ชาวไทพวนได้นำวรรณคดีท้องถิ่นเรื่องกาลเกด มาสร้างเงื่อนไขในการเลี่ยงเกณฑ
์แรงงานกล่าวคือ ชาวไทพวนเชื่อมั่นและศรัทธาในจริยาวัฒรของท้าวกาละเกดและนางมาลีจันทร์ซึ่งเป็น
ตัวละครเอกในเรื่องกาละเกด โดยสร้างศาลเจ้าพ่อกาลละเกดละนางมาลีจันทร์ขึ้นที่หมู่บ้านกลางโสภา
ชาวไทพวนที่นับถือจะต้องเข้าวัด ทำบุญ ถือศีล ฟังธรรมในทุกวันพระดยงดแรงงานทั้งปวงรวมทั้งเกณฑ์
แรงงานดังกล่าวด้วย มิฉะนั้นจะถูกลงโทษ จากเจ้าพ่อ ซึ่งรัฐบาลไทยซึ่งก็ไม่ว่าประการใดเพราะนับถือ
ศาสนาพุทธเช่นเดียวกันและยังส่งผลให้การปกครองชาวไทพวนง่ายขึ้น นับว่าเป็นภูมิปัญญาที่ ชาญฉลาด
ที่รัฐบาลไทยไม่คาดไม่ถึง
              การนำเสนอผลงานวิชาการครั้งนี้ มีทั้งงานวิชาการด้านภาษา วรรณกรรมผ้าไทผวน ตลอดจน
ภูมิปัญญาด้านอื่นๆ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน และงานวิจัยด้านหนึ่งที่น่าสนใจ คือ งานวิจัยด้าย ภาษาพูด
เพราะงานวิจัยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการใช้ภาษาพูดไทพวนมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าเป็นห่วง
ชาวไทพวนในปัจจุบันใช้ภาษาไทพวนสื่อสารกันน้อยลง โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี เนื่องจาก
ชาวไท พวนมีปฏิสัมพันธ์ กับกลุ่มชนอื่นๆมากขึ้น ชาวไทพวนรุ่นใหม่มีการศึกษามากขึ้น และใช้แต่
ภาษากลาง สื่อสารกัน ในชีวิตประจำวัน ความเจริญด้านสังคมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ก็เป็นปัจจัย
สำคัญที่ทำให้ การใช้ภาษาพูดของชาวไท พวนเปลี่ยนแปลงไป ด้านขนมธรรมเนียมประเพณีบางอย่าง
             การสัมมนาวิถีชีวิตไทพวนในประเทศไทยครั้งนี้ นอกจากเป็นมิติทางวิชาการแล้ว ที่น่าสนใจ
เพราะมีนักวิชาการ นำเสนองานวิจัยที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตไทพวนหลากหลายแล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งในการ
ปลุกจิตสำนึกชาวไทพวน ทุกกลุ่ม ให้ช่วยอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์
ของตนสืบไป  

      ๒.การเขียนรายงานแบบเป็นทางการ เป็นการเขียนที่ทำตามแบบการเขียนรายงาน
ทางวิชาการมีรายละเอียดทางวิชาการ มีรายละเอียดมากตามลักษณะของงาน การรายงานความก้าวหน้า
ของงานวิจัยรายงานผลการฝึกงาน รายงานผลงานประจำปี เป็นต้น       
      
        การเขียนรายงานแบบเป็นทางการ จะต้องมีองค์ประกอบครบถ้วนแบบรายงานทางวิชาการ ดังนี้

       ๑. ส่วนนำ ประกอบด้วย
            - ปกนอก ปกใน
            - คำนำ
            - สารบัญ
            - สารบัญตาราง หรือภาพ (ถ้ามี)
      ๒. เนื้อเรื่อง (เสนอรายงานเป็นบท)
          บทที่ ๑ บทนำ
                     ความหมายของปัยหา
                     วัตถุประสงค์
                     ขอบเขตของการศึกษาและวิจัย
                     วิธีการดำเินการศึกษาและวิจัย
                     ผลคาดว่าจะได้รับ
          บทที่ ๒ เนื้อเรื่อง (จำนวนบทต้องสัมพันธ์กับวัตถุประสงค์)
          บทที่ ๓ เนื้อเรื่อง
          บทที่ ๔ บทสรุป
     ๓. ส่วนท้าย ประกอบด้วย
          - บรรณานุกรม
          - ภาคผนวก (ถ้ามี)        
 
วิธีการเสนอรายงาน
      การเสนอรายงานให้ผู้บังคับบัยชาและผู้ร่วมงานหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบมี ๒ วิธีดังนี้
              ๑. การเสนอรายงานแบบปากเปล่า เป็นการเสนอรายงานในรูปแบบของการอภิปรายเรื่องรา่ว
ที่ปฎิบัติมาให้ผู้ร่วมอภิปรายฟังในที่ประชุม การเสนอรายงานแบบนี้ผู้เสนอรายงานอาจจะไม่มี เอกสาร
ประกอบการรายงานก็ได้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม แต่โดยส่วนใหญ่แล้วควรจมีเอกสารประกอบ การรายงาน
ให้ผู้ฟังได้อ่าน เมื่อผู้ฟังได้ อ่านข้อมูลจากเอกสารแล้วอาจจะมีข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ที่กว้างชวางยิ่งขึ้น
             ๒. การเสนอรายงานแบบบันทึกรายงาน เป็นการเสนอรายงานเรื่องราวต่าง ๆ ที่ได้รับมอบหมาย
ต่อผู้บังคับบัญชาโดยการเขียนรายงานเป็นลายลักษณ์อักษร ผู้บันทึกรายงาน ต้องรายงานผล การปฎิบัติงาน
ที่ปฎิบัติงาน
            อย่างละเอียด ตลอดจนปัญหาอุปสรรค ข้อคิดเหห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ ที่เหมาะสมกับ ลักษณะ
งานที่ปฎิบัติเรื่องต่างๆ ที่ผู้เขียนรายงานนั้น อาจต้องเรื่องจริงที่เหมาะสมพบเห็นในขณะ ปฎิบัติงานการเสนอ
รายงานแบบบันทึกรายงานนั้น มีความสำคัญและมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อ การปฎิบัติงาน ทั้งในหน่วยงาน
และเอกชน เพราะผลของการรายงานจะเป็นข้อมูลสำคัญที่ ผู้บังตับบัญชา จะะได้นำศึกษา พัฒนาแก้ไขใน
ส่วนบกพร่องต่อไป   
           ลักษณะของการเขียนบันทึกรายงาน ผู้เขียนรายงานอาจจะเขียนรายงานแบบเป็นทางการก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยูลักษณะของงานที่ได้รับมอบหมาย หรืออาจจะเขียนบันทึกรายงานตามแบบฟอร์อม
ที่หน่วยงานที่กำหนด เช่น          

         ตัวอย่าง บันทึกรายงานการปฎิบัติงาน

   

      รายงานการปฎิบัติงานของ.................................................................

                         โครงการ......................................................................
         ระยะเวลาปฎิบ้ติงาน.......................................................................

   ๑. วัตถุประสงค์
        ๑.๑.........................................................................................................................
        ๑.๒.........................................................................................................................
   ๒. กิจกรรม
        ๒.๑..........................................................................................................................
        ๒.๒..........................................................................................................................
   ๓. ผลการปฎิบัติงาน
       .................................................................................................................................
       .................................................................................................................................
       ................................................................................................................................
   ๔. กิจกรรมนอกโครงการ (ถ้ามี)
      ๔.๑ ...........................................................................................................................
      ๔.๒...........................................................................................................................
   ๕. ข้อเสนอแนะ
      ๕.๑ ปัญหาและอุปสรรค์
      ..................................................................................................................................
      ..................................................................................................................................
   ๕.๒ การปรับปรุงแก้ไข
      ...................................................................................................................................
      ..................................................................................................................................
               

     สรุปสาระสำคัญ
           
 การเขียนจดหมายกิจธุระ เป็นการเขียนจดหมายติดต่อสื่อสารกันระหว่างบุคคล ถ้าเป็นจดหมาย
ส่วนตัว อาจจะใช้ภาษาแบบง่าย ๆ ไม่เคร่งครัด แต่ถ้าเป็นจดหมายกิจธุระที่เกี่ยวข้องกับงานจะต้องใช้ภาษา
ที่กระชับ เข้าใจง่ายคำขึ้นต้นและคำลงท้ายเหมาะสมกับสถานภาพของบุคคล
            การออกแบบฟอร์มมี ๔ ประเภท ได้แก่ แบบฟอร์มที่ใช้ในการติดต่อกับหน่วยงาน แบบฟอร์มที่ผู้อื่น
ขอความร่วมมือให้กรอกแบบฟอร์มที่ใช้ภายในหน่วยงาน และแบบฟอร์มสัญญา การกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน
และตรวจสอบ
อีก ครั้งหนึ่งเพื่อความถูกต้องและเกิดประโยชน์ส่งตนเอง บุคคล หรือหน่วยงาน
           การเขียนรายงานกรปฎิบัติงาน นอกจากแสดงผลของการปฎิบัติงานนอกจากจะแสดงผลของการปฎิบัติ
งานแล้วยังแสดงถึงความด้าวหน้าของการปฎิบัติงานต่างๆพื่อกระตุ้นให้ผู้รับผิดชอบปฎิบัติงานบรรลุเป้าหมาย
ที่วางไว้ได้เป็นอย่า

หน่วยการเรียนที่