หน้าหลัก
สาระการเรียนรู้
หน่วยที่ต่อไป

 จุดประสงค์ทั่วไป
      ๑.เข้าใจลักษณะภาษาไทย
      ๒.เข้าใจความหมายของคำ
      ๓.ทราบถึงประโยค
 
 จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม

      ๑.อธิบายลักษณะของภาษาไทยได้ถูกต้อง

      ๒.อธิบายลักษณธของคำและความหมายของคำได้
      ๓.อธิบายลักษณะของประโยคได้ถูกต้อง

  เนื้อหาสาระ
    
   ภาษาไทยมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมนุษย์ใช้ใช้ภาษาเป็นสัญญลักษณ์ในการสื่อสารซึ่ง
กันและกันภาษาไทยเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่แสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์และมีลักษณะเฉพาะ
ของภาษาไทย  ทั้งในทางด้านเสียง คำ และประโยค
    
ลักษณะของภาษาไทย

ภาษาไทยมีความหมายในสังคมเป็นอย่างยิ่งเพราะมนุษย์ใช้ภาษา
เป็นสัญลักษณ์ ์ในการสื่อสารซึ่งกันและกันมนุษย์คิดคำหรือภาษาขึ้น
เพื่อสื่อความหมายต่างๆที่ต้องการสื่อสารในกลุ่มของตนเอง
เดิมมนุษย์
อาจ
ใช้ภาษาผูดในการสื่อสาร แต่ต่อมาได้ประดิษฐ์ตัวอักษรคำขึ้นเพื่อแสดง
แทน
เสียงผูด ซึ่งสามารถถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดได้อย่างกว้างขวางมากขึ้น
ภาษายังสะทอนถึงวัฒนธรรมและแสดงความเป็นเอกลักษณ์ของชาติ

ชนชาติไทยมีภาษาใช้มายาวนาน ซึ่งแต่เดิมใช้ภาษาผูดสื่อสารกัน แต่ต่อมา
ได้มีการประดิษฐ์อักษรไทยใช้เป็นภาษาเขียนขึ้น
ตามหลักฐานที่ปรากฎ
และทราบันโดยทั่วไป ประมาณ พ.ศ.๑๘๒๖ พ่อขุนรามคำแหงได้ประดิษฐ์
อักษร
ไทยขึ้นใช้เอง ซึ่งได้มีการปรับปรุงแก้ไขตลอดจนยิทยืมภาษาต่าง
ประเทศมาใช้ร่วม กับภาษาไทย เพื่อให้มีภาษาสื่อสารมากขึ้น

       ภาษาไทยที่ใช้ผูดกันอยู่ปัจจุบันเป็นภาษาตระกูลไทหรือไต มีทั้งเสียงและความหมายลักษณะ
ทั่วไป ของภาษาไทยมีดังต่อไปนี้
    ๑. ภาษาไทยที่เป็นภาษาคำโดด (Isolating Languge) และเป็นคำพยางค์เดียว(Monosyllabic Word)
มีความหมายและปรากฏได้ตามลำพังโดยไม่ต้องรวมกับคำอื่นๆ เช่น พ่อ แม่ ลูก ฉัน รัก บ้าน เป็นต้น
    ๒. ภาษาไทยที่มีระดับเสียงของวรรณยุกต์ มี ๔ รูป ๕ เสียง คำบางคำใช้พยัญชนะต้นและสระเหมือนกัน
แต่ถ้ามีเสียงต่างกันย่อมเป็นคำใหม่และมีความหมายใหม่ด้วยเช่น

วรรณยุกต์
สามัญ
พัญชนะ+สระ
อักษรสูง
-
-

ห่า
ผ่า

ห้า
ผ้า

-
-
หา
ผา
อักษรกลาง ปา
อา
ป่า
อ่า
ป้า
อ้า
ป๊า
อ๊า
 
อักษรตํ่า คา
นา
-
-
ค่า
น่า
ค้า
น้า
-
-

      ๓. คำในภาษาไทยมักเป็นคำพยางค์เดียว คำบางคำมากว่า ๑ พยางค์ ซึ่งไม่ใช้คำมูล
เป็นคำที่ เกิดจาการ สร้างคำใหม่ ดังนี้
        ๓.๑ คำซํ้า หมายถึง คำที่ประกอบรูปคำด้วยการซํ้าเสียงคำเดิม หรือซํ้าเฉพาะส่วนของคำ ดังนี้

           ๓.๑.๑ คำซํ้าทั้งคำโดยใช้ไม้ยมกแทนคำท้ายเช่น ดีๆ ขาวๆ เด็กๆ สวยๆ คำซํ้าในลักษณะ
ดังกล่าวมีความหมายแตกต่างกันหลายประการ ดังนี้
                            
                          ซํ้าคำแล้วความหมายของคำคงเดิม เช่น
                              เขาเรียนหนังสือเหมือนเด็กทั่วๆไป
                              เขาเรียนหนังสือเหมือนเด็กทั่วไป
                          ซํ้าคำแล้วความหมายเปลี่ยนจากเอกพจน์เป็นพหูพจน์ เช่น
                              เด็กๆซุกซนมาก
                              พี่ๆไปตลาดกันหมดแล้ว
                              รถติดไปไหนๆก็ลำบาก
                              ฉันมีเงินเป็นหมื่นๆ
                              เธอป่วยเป็นอาทิตย์ๆ
                          ซํ้าคำแล้วความหมายของคำลดลง เช่น
                              หนังสือดีๆ
                              เสื้อเก่าๆ
                              ฝรั่งลูกเล็กๆ
                              คลื่นแรงๆ

                         ซํ้าคำเพื่อเน้นความหมายของคำโดยการเพิ่มเสียงที่คำหน้าเป็นเสียงตรีเช่น
                              หนังสือดี๊ดี
                              เสื้อเก๊าเก่า
                              คนแร้งแรง
                              ดอกไม้แด๊งแดง   

  ๓.๑.๒ ซํ้าเฉพาะส่วนของคำที่เป็นคำซํ้าสองพยางค์
          คำซํ้าที่ไม่มีเสียงตัวสะกด มีแต่เสียงสละหรือเรียกว่า พยางค์เปิด เช่น
                              โอ้เอ้ โยเย โลเล ท้อแท้ งอแง จอแจ โมเม โซเซ
               คำซํ้าที่มีเสียงตัวสะกดทั้งสองพยางค์ หรือเรียกว่า พยางค์ปิด การซํ้าคำ
ในลักษณะ
                ดังกล่าวมีทั้งการซํ้าเสียงพยัชนะต้น สระ พััญชนะท้าย และเสียงวรรณยุกต์
                    - การซํ้าเสียงพยัญชนะต้นและสระ เช่น เพลิดเพลิน เปิดเปิง ยับยั้ง ยอกย้อนซอกซอน
                     - การซํ้าพยัญชนะต้น พยัญชนะท้าย และเสียงวรรณยุกต์ เช่น
                            จริงจัง ดุกดิก จุกจิก ซุบซิบ ซอกแซก จุ้รจ้าน ลอกแลก ปุบปับ แปลบปลาบ รุ่งริ่ง
                      - การซํ้าเสียงพยัญชนะต้น เช่น ยั่งยืน ดึงดัน สับสน นมนาน ซมซาน เปรียบเทียบ  รอนแรม
         คำพยางค์หน้าไม่มีเสียงพยัญชนะท้าย แต่พยางค์หลังมีเสียงพยัญชนะท้าย
              เช่น อื้นอึง ระรื่น ระริก ระรวย ระรํ่า แซ่ซ้อง
          คำพยางค์มีเสียงพยัญชนะท้าย แต่คำหลังไม่มีเสียงพยัญชนะท้าย
              เช่น ดิบดี ชักช้า คลุกคลี ริบหรี่
     ๓.๑.๓ คำซํ้าที่มากกว่าสองพยางค์ โดยเพิ่มเสียง กระ ปะ กะ ระ หรือคำอื่นๆ ตามรูปคำเดิมเช่น
                            กระชุ่มกระชวย      ประจบประแจง
                            กระดุกกระดิด        ประเดี๋ยวประด๋าว
                            กระจุกกระจิก        ประจ๋อประแจ๋
                            กระจุ๋มกระจิ๋ม        ระหกระเหิน
                            ระเกะระกะ            พะรุงพะรัง    

 ๓.๒ คำซ้อน หมายถึงคำที่มีความหมายคล้ายกันและเหมือนกันมาซ้อนเข้าด้วยกัน
มีลักษณะดังนี้
       ๓.๒.๑ คำซ้อนที่เกิดจากการนำคำภาษาไทยถิ่นต่างๆ มาซ้อนกันเป็นคำใหม่ เช่น
                            เสื่อสาด          สาด          เป็นภาษาไทยถิ่น
                            บ้านเรือน         เรือน         เป็นภาษาไทยถิ่น
                            เร้าร้อน            เร่า           เป็นภาษาไทยอาหม
                            คิดอ่่าน            อ่าน          เป็นภาษาไทยถิ่นอีสาน และภาษาลาว
   ๓.๒.๒ คำซ้อนเป็นคำที่เกิดจากการนำคำภาษาไทยในปัจจุบันประกอบกับคำ
ภาษาไทยโบราณ
                            ที่มีความหมายเหมือนกัน เช่น
                            ไม้ไผ่              ไผ่        หมายถึง        ไม้
                             หนุ่มเหน้า        เหน้า     หมายถึง         หนุ่ม
                             ตัดสิน             สิ้น       หมายถึง         ตัด
                             กลิ่นอาย         อาย      หมายถึง         กลิ่น
                             ชั่วช้า              ช้า        หมายถึง        ชั่ว, ตํ่า
  ๓.๒.๓ คำซ้อนที่เกิดจาการนำภาษาไทยประกอบกับคำที่ยืมมาจากภาษาอื่นเช่น
                             เค้ามูล           (คำไทยซ้อนกับคำบาลีสันสกฤต)
                             ข้าทาส          (คำไทยซ้อนกับคำบาลีสันสกฤต)
                             ดับสูญ           (คำไทยซ้อนกับคำบาลีสันสกฤต)
                             ซากศพ          (คำไทยซ้อนกับคำบาลีสันสกฤต)
                             แก่นสาร         (คำไทยซ้อนกับคำบาลีสันสกฤต)
                             แก่ชรา           (คำไทยซ้อนกับคำบาลีสันสกฤต)
                             รูปร่าง            (คำบาลีสันสกฤตซ้อนกับคำไทย)
                             สูญหาย          (คำบาลีสันสกฤตซ้อนกับคำไทย)
                             มูลค่า             (คำบาลีสันสกฤตซ้อนกับคำไทย)
                             กาลเวลา         (คำบาลีสันสกฤตซ้อนกับคำไทย)
                             จิตใจ             (คำบาลีสันสกฤตซ้อนกับคำไทย)
                             ทรัพย์สิน        (คำบาลีสันสกฤตซ้อนกับคำไทย)
                             นุ่มนวล           (คำไทยซ้อนกับคำเขมร)
                             โง่เขลา           (คำไทยซ้อนกับคำเขมร)
                             ล้างผลาญ       (คำไทยซ้อนกับคำเขมร)
                             ดอกดวง          (คำไทยซ้อนกับคำเขมร)
                             เหาะเหิน          (คำไทยซ้อนกับเขมร)
   ๓.๒.๔  คำซ้อนที่เกิดจากการนำคำที่นิยมมาจากภาษาอื่นมาประกอบเข้าด้วยกันเช่น
                             ทรัพย์สมบัติ   (สันสกฤตกับบาลี)    รำฟ้อน         (เขมรกับเขมร)
                             รูปภาพ          (บาลีกับสันสกฤต)    เกรียงไกร     (เขมรกับเขมร)
                             ยานพาหนะ     (บาลีกับสันสกฤต)    เฉลียวฉลาด  (เขมรกับเขมร)
                             เสบียงอาหาร   (เขมรกับสันสกฤต)  
   ๓.๒.๕  คำว้อนบางคำเกิดจากการนำคำที่มีความหมายตรงข้ามกันมาซ้อนกัน แต่มีความมควมาหมายหลักอยู่ที่ คำใดคำหนึ่งเท่านั้น เช่น
                             ผิดชอบ      ความหมายหลักอยู่ที่      รับผิด
                             เท็จจริง      ความหมายหลักอยู่ที่      ข้อจริง
                             ได้เสีย       ความหมายหลักอยู่ที่      เสีย
                             เฮงซวย     ความหมายหลักอยู่ที่      ซวย
                             ดีร้าย        ความหมายหลักอยู่ที่       ร้าย
  ๓.๒.๖  คำซ้อนบางคำมีมากกว่าสองพยางค์ ซึ่งปกติมักมีสี่พยางค์ เช่น
                            ครื้มฟ้าครื้มฝน               ตัดอกตัดใจ
                            เป็นบาปเป็นกรรม           ลูบหน้าลูบหลัง
                            เป็นกรอบเป็นกรรม         สองจิตสองใจ
                            สามบ้านแปดบ้าน           เบี้ยน้อยหอยน้อย
                            ปิด ๆ บัง ๆ                    ข้าง ๆ คู ๆ
                            ขาด ๆ เกิน ๆ                 หนาว ๆ ร้อน ๆ
๓.๓  คำประสม หมายถึงการนำเอาคำมูลตั้งแต่สองคำขึ้นไป มาผสมกัน และเมื่อ
ประสม แล้วมีความหมายใหม่ มีลักษณะ ดังนี้
        ๓.๓.๑  คำประสมที่เกิดจากการนำเอาคำประสมกับคำนามประสมกับคำนาม
เช่น ไฟฟ้าถ่านหิน หางเสือ ลูกนํ้า เรือใบ แม่ทับ ถุงเท้า รถไฟฟ้า รถไฟ ปากกา
        ๓.๓.๒  คำประสมที่เกิดจากการนำนามประสมกับคำกริยา เช่น มีดพับ มีดโกน
ข้าวต้มไม้กวาด ผ้าไห้ว โรงเรียน
        ๓.๓.๓ คำประสมที่เกิดจาการคำนามประสมกับคำวิเศษณ์ เช่น หัวสูง ตู้เย็น
ข้าวสวยมดแดง นํ้าเน่า กระดานดำ
         ๓.๓.๔  คำประสมที่เกิดจากคำกริยาประสมกับคำนาม เช่น เดินทาง ปันผล เข้าใจ
บังตา ตัดเสื้อ หักหน้า ได้หนา ถือตัว ไว้ตัว
         ๓.๓.๕  คำประสมที่เกิดจากคำกริยาประสมกับคำกริยา เช่น เรียนรู้ อบรม แจกจ่าย
หุงต้ม ขนส่ง กินนอน สอบถาม ตกลง ชี้ขาด
         ๓.๓.๖  คำประสมที่เกิดจากคำนามประสมกับคำบุพบท เช่น คนกลาง ฝ่ายหน้า
ความใน เบี้ยล่าง ความหลัง
         คำประสมเป็นการนำคำมูลในภาษาไทยมาประสสมกัน และคำที่นำมาประสมกันนั้น
เป็นคำนาม คำกริยา คำวิเศษณ์ คำบุพบท ซึ่งค่าต่าง ๆ เหล่านี้สามารถนำมาประสมกัน
ได้ทุกคำ อาจจะสลับกับคำหน้าหรือคำหลังก็ได้ แต่ที่สำคัญจะต้องมีความหมายใหม่เสมอ

คำและความหมายของคำ  
       คำหมายถึง เสียงที่เปล่งออกมาครั้งหนึ่ง ๆ คำในภาษาไทยมีทั้งคำพยางค์เดียว และคำหลาย พยางค์ คำที่ใช้ในการสื่อสารย่อมมีความหมายแตกต่างกัน ดังต่อไปนี้
        ๑. คำที่มีความหมายพื้นฐานตามรูปคำ หมายถึงคำที่ปรากฎอยู่ในส่วนใดของประโยค
ความหมายของคำไม่เปลี่ยนแปลง เช่น
       แมวกำลังกินปลาย่าง
       คุณยายชอบเลี้ยงแมว
       วัดนี้มีแมวหลายตัว
       จะเห็นว่าคำว่า "แมว" ทำหน้าที่เป็นประธาน กรรม และส่วนขยายของประโยค ความหมายยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
       ๒. คำที่มีความหมายกว้างและแคบ คำในภาษาไทยโดยเฉพาะคำนามที่เป็นคำ
สามานยนาม เป็นคำที่มีความหมายเฉพาะเจาะจง และมักที่เป็นคำที่มีความหมายกว้าง ๆ แต่คำนาม ที่เป็นวิสามานยนามมักเป็นคำที่มีความหมายกว้าง หากต้องการให้มี
ความหมายเฉพาะเจาะจง และความหมายแคบลง      
คำสามานยนามที่มีความหมายกว้าง
หากต้องให้มีความหมายแคบลงจะต้องเติมส่วนขยาย
ประกอบกับคำสามานยนาม เช่น
         ผัก เป็นคำสามานยนามที่มีความหมายกว้าง หากเติมส่วนขยยายเช่น ผักคะน้า
ความหมาย ของคำก็เฉพาะเจาะจงหรือแคบลง คำสามานยนามที่มีความหมายเฉพาะ
เจาะจงอยู่แล้วไม่จำเป็นเติมส่วนขยายเช่นเดียวกันกับ คำสามานยนาม เช่น สวนจตุจักร
มีสินค้าจำนวนมาก
         จะเห็นว่า คำบางคำมีความหมายกว้่างและแคบแตกต่างกันไป หรือคำบางคำ
ที่มีความหมาย กว้างแต่เมื่อเติมส่วนขยายประกอบคำความหมายจะเจาะจง
และแคบลง เช่น
             
             คำที่มีความหมายกว้าง              คำที่มีความหมายแคบ
       
                    ไก่                                        ไก่ชน  
                            
รถ                                        รถจักรยานยนต์ 
                            ดอกไม้                                  ดอกกล้วยไม้
                            ปลา                                      ปลาทับทิม
        ๓. คำที่มีความหมายคล้ายกัน   คำในภาษาไทยมากมายที่มีความหมายคล้่ายกันและเหมือนกัน คำบางคำอาจใช้แทนกัน
ได้แต่คำบางคำใช้แทนกันไม่ได้เนื่องจากภาษาไทยมีระดับภาษาที่แตกต่างกัน ผู้ใช้ต้อง
เลือกคำ ให้เหมาะสมกับ เพศ  และโอกาส จะทำให้การสื่อสารมีประสิทธิืภาพมากขึ้น เช่น
        
           รถจักรยานยนต์        ใช้ภาษาเขียน      มอเตอร์ไซค์      ใช้ภาษาผูด
           ธนาคาร                  ใช้ภาษาเขียน      แบงก์               ใช้ภาษาผูด
           อย่างไร                  ใช้ภาษาเขียน      ไง, ยังไง           ใช้ภาษาผูด 
           ขาดทุน                   ใช้ภาษาเขียน      เจ๊ง                  ใช้ภาษาผูด
           มดลูกหมู                 ใช้ภาษาเขียน      ไส้ตัน               ใช้ภาษาผูด
           แสร้งทำว่าเมา           ใช้ภาษาเขียน      เมาดิบ              ใช้ภาษาผูด
 . คำที่มีความหมายตรงข้ามกัน คำในลักษณะดังกล่าวมีความหมายตรงข้ามตาม
รูปเดิมเช่น ดี ตรงข้ามกับ ชั่ว หรือคำบางคำเราสามารถสร้างให้มีความหมายตรงข้ามกัน
ได้โดย ใช้ว่า "ไม่" เช่น "กิน" ตรงข้ามกับ "ไม้กิน" เช่น
          
           เปิด           ตรงข้ามกับ            ปิด
           ดำ             ตรงข้ามกับ            ขาว
           ฉลาด         ตรงข้ามกับ            โง่
           เป็น            ตรงข้ามกับ            ตาย
           เกลียด        ตรงข้ามกับ            รัก
           ขยัน           ตรงข้ามกับ            ขี้เกลียด

    ๕.  คำที่มีความหมายโดยนัย คำบางคำที่ปรากฎในบทความ ร้อยกรอง เรื่องสั้น
และนวนิยาย อาจจะมีความหมายไม่ตรงตามรูปคำ คำ ๆ นั้นอาจมีความหมายอย่างอื่น
แฝงอยู่ใน เชิงสํญลักษณ์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกลวิธีและจุดประสงค์ของผู้แต่งเป็นสำคัญ ผู้อ่าน
จะต้อง อ่าน อย่างพินิจพิเคราะห์และเข้าใจกับคำบริบทและเรื่องราวผนวกกับต้อง
มีประสบการณ์ การอ่านมาเป็นอย่างดีตลอดจนต้องใช้หลักทฤษฎีในการอ่านและตีความ
ด้่วยจึงจะเข้าใจและตีความได้ ถูกต้อง เช่น
         
         ดอกกุหลาบ      เป็นสัญลักษณ์แทน        ความรัก
         นกพิราบ          เป็นสัญลักษณ์แทน        อิสรภาพ
         งู                    เป็นสัญลักษณ์แทน        เพศ
         สีดำ                เป็นสัญลักษณ์แทน        ความทุกข์ ความตาย
         สีแดง              เป็นสัญลักษณืแทน        ความเดือดร้อน ความตาย
         สีขาว              เป็นสัญลักษณ์แทน         ความบริสุทธิ์
ประโยค
           ประโยค หมายถึง กลุ่มคำที่นำมาเรียงเข้าด้วยกันแล้วมีความหมายและใจ
ความสมบรูณ์ ซึ่งอาจจะมีภาคประธาน ภาคแสดง กรรม หรือส่วนขยายอื่นๆ ประโยค
แบ่งออกเป็น ๓ ชนิด คือ
          ๑. ประโยคความเดียว
          ๒. ประโยคความรวม
          ๓. ประโยคความซ้อน

     ๑. ประโยคความเดียว  คือ ประโยคที่มีประธาน กริยา หรือส่วนขยายซึ่งเป็น
ประโยค อิสระหรือประโยคหลักเพียงประโยคเดียว เช่น
         ฉันปลูกดอกกุหลาบ
         ฉัํนปลูกดอกกุหลาบสีแดง
         ฉันปลูกดอกกุหลาบในกระถาง
         ฉันปลูกดอกกุหลาบในกระถางหน้าบ้าน
     ๒. ประโยคความรวม หมายถึงประโยคที่ประกอบไปด้วยประโยคหลักตั้งแต่ ๒ ประโยคขึ้นไป แต่เชื่อมประโยคคำสันธาน เช่น
          วิชัยชอบเล่นฟุตบอลแต่ชาตรีชอบเล่นบาสเกตบอล
          ฉันหิวมากฉันจึงกินข้าวก่อน
     ๓. ประโยคความซ้อน หมายถึง ประโยคที่มีอนุประโยคทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่ง
ใน ประโยค ซึ่งซ้อนอยู่กับประโยคหลัก เช่น
           ประวิทย์บริจาคเงินช่วยเหลือชาวใต้ผู้ประสบภัยธรรมชาติ
           วิไลขับรถคันใหม่ที่คุณพ่อซื้อให้เมื่อปีใหม่

สรุปสาระสำคัญ
        ภาษาไทย มีลักษณะเฉพาะที่แสดงความเป็นเอกลักษณ์ของชาติไทย ภาษาไทย
เป็นภาษา คำโดด มีเสียงวรรณยุกต์ เป็นคำพยางค์เดียว หากมีการสร้างคำใหม่มีมาก
กว่า ๒ พยางค์ มักเกิด จากการซํ้าคำ ซ้อนคำ และประสมคำด้วยวิธีทางภาษาไทย
คำในภาษาไทยมี ความหมายหลากหลาย มีทั้งคำมีความหมายรูปคำ มีความหมาย
คล้ายกัน ตรงข้ามกัน และความหมายโดยนัย ผู้อ่านจะต้องสังเกตบริบทของคำระโยค
หรือข้อความอื่น ๆ จะทำให้เข้าใจ ความหมาย ของคำ ที่ผู้เขียนต้องการสื่อความหมาย
ไ้ปย่างถูกต้อง

     
         

หน่วยการเรียนที่